open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

VillageLife: สิทธิมนุษยชน -ว๊าย ห่นหลี!

วิจารณ์การบรรยาย “สิทธิมนุษยชน”  วิชา TU 111 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้บรรยาย ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ต้นฉบับวีดีโอคำบรรยาย
https://www.youtube.com/watch?v=_B-yK6QBRl0




ในวีดีโอคำบรรยาย อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้เป็นเจ้าภาพ ตั้งประเด็นการบรรยาย ว่า
“สิทธิมนุษยชน - อะไรวะ?”

ผู้เขียน จึงได้ตั้งชื่อบทวิจารณ์ ตอบสนองว่า
“สิทธิมนุษยชน – ว๊าย ห่นหลี!”


ผู้วิจารณ์ขออ้าง ศาสตราจารย์ Lynn Hunt ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญประวัติวัฒนธรรมฝรั่งเศส และประวัติศาสตร์การเมืองฝรั่งเศส  ผู้มีผลงานการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ตีพิมพ์  ผู้สรุปว่า ฝรั่งเศสคือต้นกำเนิดสิทธิมนุษยชนอันเป็น สากล  Human rights – French origin

ผู้วิจารณ์พบว่า“คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง”  ในระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1789  ประกาศในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแรกของฝรั่งเศส  ปัจจุบันคำประกาศฯมีต้นฉบับเป็นแผ่นป้าย เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Musée Carnavalet  กรุงปารีส

“คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง”  ได้ประกาศสิทธิของมนุษย์ทั่วไป(เป็นสากล) ไม่ได้จำกัดเฉพาะสิทธิคนฝรั่งเศส  ปัจจุบันระบบกฎหมายฝรั่งเศสยังถือว่า เอกสารนี้มีศักดิ์อยู่ในกลุ่มกฎหมายที่เทียบเท่ารัฐธรรมนูญ

แต่ กฎหมายแสดงสิทธิเฉพาะกลุ่มชนที่เรียกว่า bill of rights มีอยู่ในวัฒนธรรมการเมืองแองโกล-แซกซอน(อังกฤษ-อเมริกัน) ซึ่งประกาศสิทธิจำเพาะของคนอังกฤษหรือของคนอเมริกัน  ไม่ใช่สิทธิแห่งมนุษยชนคนทั่วไป  รัฐธรรมนูญอเมริกันขึ้นต้นว่า “We the people…..” นั่นเป็นการแสดงสิทธิเฉพาะของคนอเมริกัน ไม่ใช่คนอังกฤษ หรือคนในบังคับอังกฤษ หรือมนุษยชนคนทั้งโลก


“ปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน”  ปี 1948 ขององค์การสหประชาชาติ เป็นเอกสารฉบับที่สอง ที่ประกาศสิทธิมนุษยชนอันเป็น สากล โดยผู้แทนฝรั่งเศสเป็นผู้ยกร่าง อาศัยบารมีของนางเอเลนา รูสเวลท์ ภรรยาประธานาธิบดีอเมริกัน ช่วยผลักดัน  

ประเด็นวิจารณ์ ที่สอง. แปลคำว่า “men” ผิดจังเบอร์

ที่เวลาวีดีโอ 0:18:51 ท่านอาจารย์กล่าวถึงคำประกาศเอกราชอเมริกัน ที่มีข้อความว่า All men are created equal. ท่านอาจารย์ย้ำว่า “แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เขาใช้คำว่า MEN นะ ผู้ชาย... อย่างที่บอก สิทธิในตอนนั้นเนี่ยะ ยังจำกัดอยู่เฉพาะ ผู้ชาย ผิวขาว ที่ร่ำรวย มีทรัพย์สิน.....ผู้หญิงแทบไม่มีสถานะเลย....”

ประเด็นนี้ขอวิจารณ์ว่า คำว่า “men” ในบริบทนี้หมายถึง “มนุษย์ทั้งหลาย”  ไม่ได้แปลว่า “ผู้ชาย” อย่างที่ อจ.เบญจรัตน์บรรยายให้นักศึกษาฟัง  ผู้วิจารณ์เชื่อว่าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ทุกท่าน ในมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งที่เป็นไทยและฝรั่ง เห็นตรงกับผู้วิจารณ์ในประเด็นนี้

She failed to understand basic English.

ที่เวลาวีดีโอ 0:19:14 พูดถึง “คำประกาศสิทธิมนุษย์ฯ” ของฝรั่งเศส  แสดงสไลด์เขียนด้วยภาษาไทยว่า “มนุษย์(men)เกิดมาเสรีและยังคงเสรีและเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิ”   ลำดับต่อมา ที่เวลาวีดีโอ 0:19:24 ท่านอาจารย์พูดว่า “.....แต่ก็ยังเหมือนเดิมนะคะ เฉพาะ มนุษย์ผู้ชาย”

ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส – ซึ่งไม่ปรากฏในการบรรยายของท่านอาจารย์ คำประกาศสิทธิมนุษยชนฯ เขียนประโยคนั้นว่า “Les hommes naissent et demeurent libres et égaux en droits”  คำว่า les hommes ในบริบทนี้แปลว่า “มนุษย์ทั้งหลาย”  แต่ในบริบทอื่นคำนี้อาจแปลว่า “ผู้ชายทั้งหลาย” ก็ได้  ผู้วิจารณ์เชื่อว่า อาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศส ทุกท่าน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งที่เป็นไทยและฝรั่ง เห็นตรงกับผู้วิจารณ์

She also failed to understand basic French.

อนึ่ง ชีวิตผมผูกพันเล็ก ๆ กับอารัมภบท หรือ เปร-อัม-บูล  ของคำประกาศฯนี้  เพราะ เคาต์ มิราโบ ผู้เป็นชาวมณฑลโปรว็อง ทางใต้ของฝรั่งเศส เป็นคนยกร่าง  ผมเคยอยู่ที่เมืองเอ็ก-ซ็อง-โปรว็อง ซึ่งตั้งชื่อถนนสวยสุดในเมืองเป็นเกียรติท่าน ชื่อ “กูร์ มิราโบ”  เรียงรายร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ชื่อต้น “ปลา-ตาน” หรือภาษาอังกฤษเรียก “เพลน ทรี”

ยังไม่จบ – ท่านเป็นคนซุกซนและตายด้วยโรคหนองใน


ประเด็นวิจารณ์ ที่สาม. ภาพที่ยกขึ้นประกอบการบรรยาย - ผิดข้อเท็จจริง

ที่เวลาวีดีโอ 0:19:17 พูดเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1789  แต่กลับยกภาพนี้ ขึ้นมาประกอบการบรรยาย 



รูป “เสรีภาพ ชี้นำประชาชน”  ของศิลปินฝรั่งเศส เดอลาครัวส์   ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณท์ ลูฟวร์ ปารีส

ซึ่งผิด ภาพนี้ไม่ได้พรรณนาเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ปี 1789  แต่ภาพนี้เล่าเรื่องการลุกฮือของชาวปารีสหลังยุคนะโปเลียน เป็นเหตุการณ์ ปี 1830 

เดอลาครัวส์ ภูมิใจกับเกียรติภูมิของฝรั่งเศสยุคนะโปเลียน  คุณพ่อของ เดอลาครัวส์ เคยเป็นรมต.ต่างประเทศยุคนะโปเลียน  ผมเป็นนักเรียนฝรั่งเศสและเคยทำงานในยุโรป เคยไปปารีสยี่สิบกว่าครั้งเห็นจะได้ และเคยไปชมภาพนี้ในพิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ สองสามครั้ง – ประเด็นนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่จากประสบการณ์เคาะชมภาพในกูเกิ้ล 


เวลาวีดีโอ 0:17:04 อจ.เบญจรัตน์ขึ้นข้อความว่า “THE BILL OF RIGHTS - ค.ศ.1689 อังกฤษบัญญัติเรื่องสิทธิของผู้แทนของประชาชน(รัฐสภา) ในการจำกัดการกระทำของกษัตริย์ รวมถึงปลดกษัตริย์ออกจากตำแหน่ง ฯลฯ ฯลฯ”  แต่-อาจารย์ไม่แจงพื้นฐานของกฎหมายฉบับนั้น พอเป็นแนวให้นักศึกษาได้ศึกษา เพื่อจะได้ “ก่อตั้งสิทธิ” ปลดอาจารย์ที่ “กึ่งรู้” ออกเสียจากตำแหน่ง ซึ่งเวลานี้นักศึกษายังไม่มี ”สิทธิ” ที่จะทำ


ประเด็นวิจารณ์ ที่สี่. พูดถึงศาสนาพุทธอย่างฉาบฉวย สะเพร่า แสดงถึงความ “กึ่งรู้” 

ที่เวลาวีดีโอ 0:41:20 ดร.เบญจรัตน์ สรุปศาสนาพุทธอย่างบ้องตื้นลงที่ศีลห้าหรือ เบญจศีล ไม่ยก เบญจธรรม ขึ้นประกบ  ถือว่า “กึ่งรู้”  (คำนับครั้งที่หนึ่ง) คือพูดครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งไม่ได้พูด ทั้ง ๆ ที่สองเรื่องนี้คู่กันอยู่

ผมบวชตามประเพณีกับ สมเด็จพระมหาวีระวงค์(วิน) พระอุปัชฌาย์  ท่านเป็นคนที่ไปจากตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน  ถ้า--ถ้าผมจะบอกว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่อง เบญจศีล  แต่เป็นเรื่อง“อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา”  ล่ะ?

ที่เวลาวีดีโอ 0:18:24 อ้างอิงคำประกาศอิสรภาพอเมริกัน ตรงนี้ท่านอาจารย์แปล  ว่า “ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน” (that all men are created equal)  ที่เวลาวีดีโอ 0:18:43 ท่านอาจารย์เบญจรัตน์กล่าวอย่างหรู ราวกับพูดราชาศัพท์ว่า “ได้รับประสิทธิ์ประสาธน์จากผู้สร้าง ซึ่งในที่นี้หมายถึง พระเจ้า ......” 

ผู้วิจารณ์ขอแย้งว่า ในพระคัมภีร์พระเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น  นักการเมืองอเมริกัน นายโธมัส เจฟเฟอร์สัน ต่างหาก ที่ประสาธน์ออกมาอย่างนั้น  เนื่องจากผู้วิจารณ์มีโอกาสเคยได้เรียนพระคัมภีร์ไบเบิล  ตนเองมีทั้งฉบับภาษาอังกฤษและไทย - อันนี้ไม่ได้โม้นะครับ เป็นข้อเท็จจริง สามารถเคาะยันได้ทุกเมื่อ  ท่านอาจารย์เบญจรัตน์ กำลังถลกกางเกงขาก๊วย เข้ามาแสดงความ “กึ่งรู้” (คำนับครั้งที่สอง)ในศาสนาของพระคริสต์     

ผู้วิจารณ์จะเถียงท่านอาจารย์เบญจรัตน์ และประท้วงต่อวิญญาณนายโธมัส เจฟเฟอร์สัน ในที่นี้ว่า มนุษย์ต่างหากที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้แต่“พระเจ้า”  เอง  มนุษย์ก็เป็นผู้สร้างขึ้นมากราบไหว้ หรือ อจ.เบญจรัตน์ เห็นว่า ไม่จริง?  (คุณเจฟเฟอร์สัน ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ผมยิ่งกลัวผีอยู่ด้วย...)


ที่เวลาวีดีโอ 0:42:07 – 0:43:22 ท่านอาจารย์มันส์พ่ะย่ะค่ะ จิกศาสนาพุทธลากถูลู่ถูกัง ชนกับ สิทธิมนุษยชนแม่งเลย  การนำศาสนา ชนกับ  ประเด็นการเมืองการปกครอง - สิทธิมนุษยชน เท่ากับเปรียบของสองสิ่งคนละพันธุ์กัน ดุจเทียบ เรือรบกับสากกะเบือ  รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้กับจิ๋มกระป๋อง  หรือ ลูกแอพเปิลสดกับผ้าอนามัยที่ใช้ซับแล้ว

เรื่องของ กรรม หรือในที่นี้คือ “กรรมเก่า”  เป็นที่สนใจของคนมานาน นับแต่ครั้งพระนาคเสนเถระ จนถึงยุค ดาไล ลามะ  คนพุทธบางคนมีข้อยุติของตัวเอง เช่น ข้อยุติของผม คือ 1) ปรากฏการณ์กรรมเก่า ไม่ใช่เทคนิคการลงบัญชี เดบิตเงินสด-เครดิตเจ้าหนี้ หรือกรรมเก่าชาติที่แล้วต้องสนองชาตินี้ เพราะอาจข้ามไปชาติหน้าก็ได้  2) ความเป็นไปในชาตินี้ของคนไม่ได้ขึ้นกับกรรมเก่าเสียทั้งหมด เพราะมนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ จึงรู้จักคิดอ่านอย่างอิสระ สามารถมีชีวิตด้วยสำนึกใหม่ ๆ ในชาตินี้ ชนิดที่ไม่เคยมีมาแต่ชาติปางก่อน เช่น สำนึกในสิทธิมนุษยชน เป็นต้น  3)“กรรมเก่า”  กับ “สิทธิ”  จะเป็นสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิเดรัจฉานก็แล้วแต่ มันคนละเรื่องกัน  แต่ดูเหมือนท่านอาจารย์ดร.เบญจรัตน์กำลังใช้อิสรภาพในการพูด และสำแดงเสรีภาพในการแสดงออก ในช่วงเวลาวีดีโอ 0:42:07 – 0:43:22 เพื่อจะยืนยันว่า กรรมหรือกรรมเก่า เป็นสิทธิชนิดหนึ่ง

กรรม นำไปสู่ ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผลกรรม  ซึ่งต้องพิจารณา “เจตนา” ประกอบด้วย นี่คือความต่างเล็ก ๆ ข้อหนึ่งระหว่างพุทธกับฮินดู  ในบริบทนี้ -- ถ้าพูดแต่กรรมตามคติพุทธ แล้วไม่แถลงเรื่องเจตนา - นี่คือ“กึ่งรู้” (คำนับครั้งที่สาม)

อนึ่ง พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตฯนิยามว่า สิทธิ คือ อำนาจอันชอบธรรม  และอีกนิยามหนึ่งว่า อำนาจที่จะกระทำการใด ๆ ได้อย่างอิสระ โดยได้รับการรับรองจากกฎหมาย (อ. right)  ซึ่งนิยามหลังนี้ก็คือประเด็นของเรา  ไม่ทราบว่า ดร.เบญจรัตน์ ใช้พจนานุกรมเล่มไหน มาตีขลุมเป็นทำนองว่า กรรมหรือกรรมเก่า คือ อำนาจที่จะกระทำการใด ๆ ได้อย่างอิสระ โดยได้รับการรับรองจากกฎหมาย (อ. right) ???  การตีขลุมไม่ใช่การนิยาม การตีขลุมคือ “การมั่ว”

คติพุทธเรื่องกรรม แสดงหลักธรรมสองประการ คือ 1) คนเรา จะต้องรับผลกรรมแห่งตน  โดยที่ “ผล”กรรม เป็น “fruit” นะจ้ะ จึงมีลักษณะ organic ไม่ใช่หลักการลงบัญชี  2) แต่ชีวิตมนุษย์ - มนุษย์สามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ – ชะตากรรม จึงไม่ใช่คอนเส็ปพุทธ

“..Buddhism, the only agnostic world religion ever to emerge….”  ถ้าไม่รู้ว่าใครกล่าวคำนี้ ในเล็คเช่อร์ระดับโลก องค์การสหประชาชาติจัด ที่ นิว เดลลี 10/15/98  แต่แสดงความ“กึ่งรู้” เรื่องศาสนาพุทธขนาดนั้น อาจารย์ดร.เบญจรัตน์ น่าจะอดสูใจบ้าง แน่ ๆ เลย  เฉลย – ผู้พูด คือ अमर्त्य सेन (- อ้างตามเทวนาครี บังเอิญผมอ่านเทวนาครีออก คำสองคำ)

การฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด ของคนทำงานสิทธิมนุษยชนอันเป็น“แนวคิดตะวันตก”  ยิ่งทำให้งานนี้ที่ไม่ง่ายอยู่แล้ว ยากขึ้นอย่างบัดซบไร้สาระ การอ้างเหตุผล(argument)ก็ไม่สมเหตุสมผล ดูประหนึ่งคน “เสแสร้ง”(a hypocrite)

ประเด็นวิจารณ์ ที่ห้า. ยกตัวอย่างประกอบที่เลว คือ “แก้ผ้าในสนามหลวง”  แล้วหัวร่องอหายที่เวลาวีดีโอ 0:04:25 – ชอบใจตัวเอง คล้ายพระเอกหนังกำลังภายใน  แสดงถึงรสนิยมในเสรีภาพแห่งการแสดงออก – ที่แย่มาก  หมายความว่า รสนิยมเลว ไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงออกเลว

“แก้ผ้าในสนามหลวง”  สำหรับวิญญูชนไม่ใช่เสรีภาพการแสดงออก หรือสิทธิมนุษยชน  แต่เป็นการกระทำของคนสติไม่ดี - คนบ้า  สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของคนที่สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ขณะที่กำลังใช้อิสรภาพในการพูดและเสรีภาพในการแสดงออก เช่น ผม - ขณะที่กำลังเขียนบทวิจารณ์นี้ หรือท่านอาจารย์ดร.เบญจรัตน์ - ขณะที่กำลังบรรยายหน้าชั้นในวีดีโอ เป็นต้น  ตอนนั้นท่านอาจารย์ดอกเต้อร์ คงจะไม่ได้กำลังฟั่นเฝือ หรือ ฟั่นเฟือน นะครับ?

จะขอยกตัวอย่าง ล้อตัวอย่าง แก้ผ้าในสนามหลวง สักตัวอย่างหนึ่ง คือ ผมเห็นว่า คนเราพึงมีเสรีภาพในการแสดงออกตามสิทธิมนุษยชน ด้วยการ “ฉั่ว” กันกลางสนามหลวงไปเลย ไม่ใช่แค่แก้ผ้าเฉย ๆ  แต่“ฉั่ว” กันมั่วหมด ชายฉั่วชาย ชายฉั่วหญิง หญิงฉั่วหญิง ชายแปลงเพศถูกหญิงแปลงเพศฉั่วเอา(?) แบบว่าครบเครื่องเรื่อง LGBT

เวลานี้ สิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการ “ฉั่ว”  แย่เสียยิ่งกว่า และไม่ได้ระดับเดรัจฉาน  ซึ่งพวกเขามีอิสระเสรีภาพในการแสดงออก สามารถฉั่วกันได้ไม่เลือกที่ ด้วยสิทธิที่เท่าเทียมกันแต่กำเนิด - ขอเพียงได้เกิดมาเป็นเดรัจฉานเท่านั้น 

ถ้าจะสรุปคำวิจารณ์ ให้เหลือคำสองคำ ก็จะขอสรุปว่า การบรรยายของท่านอาจารย์ดร.เบญจรัตน์ เป็นตัวอย่างของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชนิดเลวร้ายที่สุด – an example of the worst-case abuses

ผมมีเพื่อนร่วมรุ่น อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์ ชาวกรุงเทพฯ เป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลชื่อ รร.อนุบาลเด่นหล้า ที่บางแค อยู่ไม่ไกลจากม.มหิดล  ถ้าอจ.เบญจรัตน์เกิด “ปิ้งแว๊บ”  ขึ้นมา จะใช้ชีวิตแบบ “อินดี้ ๆ”  ลาออกเสียจากม.มหิดล ไปสอนที่นั่น ผมจะลองติดต่อเพื่อนให้ ครับ


ปรีชา ทิวะหุต
บ้านนาพญา
อ.หลังสวน จ.ชุมพร
กุมภาพันธ์ 2561


บทวิจารณ์เผยแพร่อยู่ที่ www.pricha123.blogspot.com
สำเนาเรียน -คณะกรรมการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
               -คณะกรรมการมหาวิทยาลัยมหิดล
               -คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
               -Human Right Watch, UK, USA, France          
               -ทูตฝรั่งเศส ทูตอังกฤษ ทูตสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย              
                -นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ทุกคน  



สนใจ VillageLife บทอื่น ๆ คลิกนี่เลย 

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อุบัติการระดับอินเตอร์ ที่บ้านผม รับรองไม่ซ้ำใครในโลก



วันที่ 1 มค. 61 เมื่อเวลา 00.00 น. ที่สถานีรถไฟคลองขนาน หมู่ที่ 1 ต.บ้านควน อ.หลังสวน จ.ชุมพร เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ มีรถไฟแวะจอดเพียงวันละ 2 ขบวน ห่างจากตัวเมืองหลังสวนร่วม 10 กม. ท่ามกลางความมืดและอากาศหนาวเย็น

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ – บ้าเปล่า?

วีดีโอประกอบดนตรีทันสมัย ไพเราะ น่าฟังน่าชม  ถ่ายทำโดยมืออาชีพ  แสดงการอารักขาผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ที่ยกย่องกันว่า “โคดเต็มใบ”


https://www.youtube.com/watch?v=luXAjBmR4Fs




คอมเม้นต์: อำนาจประชาธิไตยมาจากปวงชน  แต่ทำไมปวงชนมันกระเหี้ยนกระหือ จะฆ่าท่านผู้นำถึงขนาดนั้น เลยหรือ?


คุณคงไม่ใช่ หัวหน้าซ่องโจร หรือแก้งชิคาโก หรือพ่อค้ายาเสพติดเม็กซิโก หรืออะดอล์ฟ ฮิตเลอร์ 

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

VillageLife: พูดจา น่าเกลียดกว่านี้ มีไหม?

         ในวงสนทนาและนินทาที่หมู่บ้านชนบทของผู้เขียนนั้น  บางทีสมาชิกก็พูดคุยกันแบบจัญไร น่าเกลียดสุด ๆ

          โปรดหยุดอ่าน ณ บัดนี้ สำหรับท่านผู้อ่านที่อาจจะระคายหูง่าย ๆ ทนไม่ได้จริง ๆ กับเรื่องราวแนวนี้  โปรดถอนตัว ชีวิตท่านจะดีขึ้น  อย่ามาเสียเวลากับเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง และเล่าตามจริง เรื่องนี้.....

          เรื่องมีว่า เย็นวันหนึ่งระหว่างการสนทนาอันเป็นกิจกรรมประจำของหมู่เรา  ชุมนุมกันที่หน้าเพิงขายของชำประจำหมู่บ้าน  ผู้คนเริ่มทยอยกันมา ทีละคนสองคน ยามย่ำสนธยา บางคนกินเหล้าโรง หรือเหล้าขาว ที่คุณพี่ผู้หญิงเจ้าของเพิงขายของชำดังกล่าว เธอแบ่งขาย บรรจุในขวดเครื่องดื่มชูกำลังขวดเล็ก ๆ ราคาถูกกว่าเบียร์หนึ่งกระป๋อง  บางคนจะซื้อโซดามาผสมกิน แต่บางคนกินเพียว ๆ เมาไวและเมาไม่เปลือง(กะตัง)  คนมีเงินเขาจะกินเบียร์ ราคากระป๋องละประมาณสี่สิบบาท  สุภาพสตรีทั้งหลายกินหมากเป็นพื้น  แต่ที่กินเหล้าก็มีบ้าง พวกเธอจะกินเหล้าดองยา  และกินสุภาพเรียบร้อย กรึ้บเดียวหมดจอก  ไม่นั่งถอง ร่ำสุราเพ้อเจ้อ พร่ำตอแหลกับชายทั้งหลาย  พวกเธอจะนั่งกินหมากฟังการสนทนา มีส่วนร่วมเมื่อจำเป็น เชื่ยนหมากเป็นของคุณพี่เจ้าของร้านค้า  พลูกับหมากผู้คนก็ช่วย ๆ กันถือติดไม้ติดมือมา  ผู้ชายก็กินหมากด้วยเหมือนกัน

          คุณพี่ผู้หญิงเจ้าของสถานที่ เธอไปทัวร์ต่างประเทศประจำทุกปี  ทั้งยุโรปและเอเชีย  ลูกสาวเธอซึ่งไปเอาผัวอยู่ที่ยุโรปพาไปเที่ยว  และยังมีเด็กสาวแถวบ้านเอาผัวยุโรปอีกสองคน อยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์กับที่อิตาลี  หลานสาวผู้เขียนมันเอาผัวออสเตรเลียคนหนึ่ง กับเอาผัวอัฟริกาตะวันตกอีกคนหนึ่ง  เขามาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่นี่  เพราะฉะนั้นชนบทบ้านเราค่อนข้างอินเตอร์

          เย็นวันหนึ่ง มีบ่าวอยู่คนหนึ่ง(ชายผู้หนึ่ง) เขาเป็นสมาชิกประจำวง  เก่าแก่กว่าผู้เขียนเสียอีก  เขาทำอาชีพรับจ้างอยู่ในเมือง(หลังสวน)  ทุกเย็นจะมานั่งร่ำสุราแต่ไม่อาละวาด ที่ชมรมหน้าร้านขายของชำจิ๋ว ๆ แห่งนี้
          เย็นวันนั้น ไม่ทราบว่าบ่าวคนนั้นเขาเป็นบ้าอะไรมา  จะอึดอัดขัดข้องใจมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็เล่าในวงด้วยเสียงอันดังเรื่องที่ตัวเองท้องผูก  บอกว่าผูกสุด ๆ อย่างไม่เคยมาก่อน 
          พอได้เกริ่นเรื่องแล้ว พี่แกก็ลงรายละเอียด  ว่าทุกข์ทรมานมาก  มันบอกว่ามัน “เจ็บขี้”(ภาษาใต้ แปลว่า ปวดท้องอุจจาระ)  แต่มันอึไม่ออก.....

          ระหว่างที่บ่าวคนนั้นกำลังพรรณนาเหตุการณ์ ชัดแจ๋ว เหมือนถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิทัลชนิดพิกเซลสูง  คุณพี่เจ้าของร้านแกเบือนหน้าหนี คุณพี่แกไม่ขัดคอใคร  แต่แกคงรู้สึกยากที่จะทนฟัง  แกหันหน้ามาทางผู้เขียนซึ่งนั่งอยู่ปลายสุดในวงสนทนา  แกทำหน้าทำตาขอความช่วยเหลือจากผู้เขียน
          ช่วงนั้น ไอ้บ่าวคนนั้นมันเล่าถึงตอนที่มันกำลังเข้าไปนั่งส้วมพอดี  พูดด้วยเสียงดังฟังชัด กลั้วหัวเราะ เพลิดเพลิน สนุกสนาน หัวเราะร่วน ชอบใจตัวเองอยู่ผู้เดียว มีอาการมึนเมานิด ๆ  มันเล่าอุบาทว์ ๆ เพื่อแกล้งคนทั้งวง รวมทั้งผู้เขียนด้วย

          คุณพี่เจ้าของสถานที่ ไม่หันไปทางมันเลย แถมยิ่งแสดงสีหน้าบอกผู้เขียน คล้าย ๆ กับพูดว่า  ช่วยทำให้มันหุบปากหน่อย พ่อคุณ  หรืออะไรประมาณนั้น
          ทำให้ผู้เขียนต้องคิดหาวิธี ที่จะเบรคบ่าวผู้นั้น  เหมือนเด็กกำเข็มเย็บผ้าไว้กับมือ รอเจาะลูกโป่งเพื่อน ให้แตกดังโพละ

          ถึงตอนนั้น เขาเล่ามาถึงช่วงที่กำลังนั่งเบ่งอยู่ในส้วม  พูดซ้ำซากว่าอึไม่ออก ถึงขนาดต้องใช้นิ้วมือล้วงเข้าไป เพื่อควักออกมา......ดูมันเล่าละเอียด น่าเกลียด ขนาดนั้น

          ผู้เขียนได้ยินแล้ว ก็ได้จังหวะ ปะเหมาะเห็นช่องเบรคตรงนี้  จึงย้อนถามไปว่า :
“ตอนที่ล้วงเข้าไป  มึงแยงเข้าไปนิ้วเดียว หรือกี่นิ้ว อ่ะ?



                              
{คำชี้แจง เส้นประ....................==>>พื้นที่เชิงพาณิชย์ เติมเงินมา —แล้วจะเติมเนื้อหาเต็ม
หากสงสัย – โปรดอ่านคำชี้แจงที่ "ผมไม่ใช่ จิ้งหรีด นะครับ"







                                                                                                 

วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Village Life: สวัสดีปีใหม่ ผมไม่ใช่ จิ้งหรีด นะครับ



          หัวเรื่องมีความหมายว่า ผู้เขียนบลอคมีชีวิตอยู่ด้วยการกินข้าว ไม่ใช่กินน้ำค้าง

          และเบอร์บัญชีของผม ที่ปรากฏอยู่ในคอลัมน์ขวามือท่าน บนหน้าบลอค บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เลขที่ 804-0-22901-4

          มันปรากฏอยู่ที่นั่นอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่โพสต์ไว้เล่น ๆ นะพี่

          นี่ไม่ใช่การเรี่ยไร ซึ่งผิดกฎหมายพ.ร.บ.เรี่ยไร  แต่นี่เป็นการ “ต่างตอบแทน”  หรือที่ภาษาอังกฤษกฎหมาย ตามพจนานุกรมนิติศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เรียกว่า reciprocity และแปลไว้ว่า “การตอบสนองกัน” หรือ “การถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ”

          อย่างไรก็ดี สำหรับผู้เขียน(บลอค)เรื่องนี้มีความหมายเป็นรูปธรรมชัดเจน จะขอใช้คำศัพท์บ่งชี้ชัดว่าเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” หรือ reciprocal contract

          ตายโหง เขียนจนมึนเลยกู ดูซิดู ความที่กลัวจะติดตะราง

          เอางี้แล้วกัน จะทำแบบเดียวกับพวกเว็บไซด์ขายหนังโป้ คือ ฉายให้ดูฟรีสักแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์  ถ้าจะชมส่วนที่ขยักเอาไว้ จะต้องจ่ายตัง

          สมมติว่า ผมจะเสนอบทความเรื่องทำนอง “ระบอบประชาธิปไตย มีข้อเสียอย่างฉกาจอย่างไรบ้าง?” ก็จะขยักช่วงตอนที่เด็ด ๆ ไว้โดยทำเป็นเส้นประ.......... สักสิบเปอร์เซ็นต์หรืออาจจะน้อยกว่านั้นอีก ไม่ถึงกับงกจัดหรอก งกนิด ๆ พอให้ชีวิตตื่นเต้น ครับ

          ที่เส้นประดังกล่าว จะทำมีรูป นางกวัก กำกับแจ้งไว้ชัดเจน ดังนี้ 

       


เส้นประ....................พื้นที่เชิงพาณิชย์ เติมเงินมา —แล้วจะเติมเนื้อหาเต็ม
หากสงสัย – โปรดอ่านคำชี้แจงที่ "ผมไม่ใช่ จิ้งหรีด นะครับ"



          พอพี่ใหญ่โอนเงินเข้าบัญชี ไม่ต้องมากครับ ร้อยสองร้อยก็พอแล้ว ผมก็จะปลดล็อคเส้นประ......................จะเติมข้อความให้เต็มในสัปดาห์ถัดไป  ถ้ามีคนโอนมาสักรายสองรายก็ปลดล็อคแล้วครับ และปลดให้สำหรับทุกท่าน  จะกลายเป็นงานสาธารณะไปทั้งชิ้น  แม้ท่านที่ไม่ได้โอนเงินเข้ามาก็สามารถอ่านได้  คือว่าเราอย่า งก กันเกินไป เอาพอตื่นเต้นก็พอ

          ถึงแม้ผมจะไม่ใช่จิ้งหรีดกินน้ำค้าง  แต่ผมก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ประหยัดมาก หรือมาก ๆ เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้จ่ายเงินมากมายอะไร  เงินทองที่ท่านผู้อ่านบลอคที่รัก – my dear blog readers โอนเข้าบัญชีให้นั้น จะถูกใช้จ่ายเพื่อการกินอยู่ประจำสัปดาห์ ไม่นำไปฟุ่มเฟือยที่ไหน  ถ้าจะสุขสันต์บันเทิงจะใช้เงินจากแหล่งอื่นครับ เพราะยังพอมี passive income เล็ก ๆ น้อย ๆ จากแหล่งอื่น ๆ อีกแหล่งสองแหล่ง เช่น ตัดปาล์มขาย เป็นต้น

          ค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์ หรือเดือน ของผู้เขียนซึ่งเลี้ยงสุนัขสองตัว เป็นดังนี้

          ซื้อข้าวสารชนิดถูกสุดมาหุงกิน  ที่ตลาดหลังสวนเขาขายกิโลละ 15 บาท ซื้อครั้งละหนึ่งกิโล แล้วซื้อข้าวสารชนิดดีขึ้นนิดนึง กิโลละ 20 บาท อีกหนึ่งกิโล กับซื้อข้างกล้องปากพนัง เป็นข้าวแดง กิโลละ 33 บาท อีกหนึ่งกิโล

           ข้าวสารสามกิโล สามชนิด สามราคา นำมาคลุกเคล้าผสมกัน  ตักมาหุงทีละ สองจอกเล็ก ๆ หุงหม้อเดียว กินได้ทั้งคนและหมา  ข้าวสารสามกิโลนั้นกินได้ประมาณสัปดาห์เศษ ๆ หรืออาจจะสองสัปดาห์

          จะเล่าให้ฟังว่า ข้าวสารชนิดถูกที่สุด ราคากิโลละ 15 บาท ซึ่งซื้อมากินประจำนั้น ที่ตลาดหลังสวนเขาเรียก “ข้าวหมา”   ถ้าอยากมีระดับ ดีกว่าหมาหน่อย ก็ให้นั่งรถไฟท้องถิ่น ขบวน 445 ชุมพร - หาดใหญ่ ไปลงที่สถานีสุราษฎร์ธานี ค่ารถไฟเที่ยวเดียว 22 บาท ไปกลับ 44 บาท  ข้าวสารชนิดเดียวกันเด้ะ ที่สุราษฎร์ฯเขาเรียกอย่างสุภาพว่า “ข้าวแข็ง”  เพราะสุราษฎร์ธานี แปลว่า เมืองคนดี  

          เขาพูดจาไพเราะกว่าภาษาบ้าน ๆ ของคนหลังสวน  แต่เขาขายกิโลละ 17 บาท!

          แล้วอย่าไปบ่นกะเขานะว่า  โอ้โห ที่หลังสวนขายโลละ 15 บาทเอง  เขาจะตอบว่า แล้วมาสุราษฎร์ ทำไมอ่ะ?  อยู่หลังสวนก็ดีแล้ว

          ที่เล่าให้ฟังนี้  โดนมาแล้ว

          ที่จริงสุราษฎร์ธานี อาจไม่ได้แปลว่าเมืองคนดีก็ได้  เพราะชื่อนี้ตั้งเลียนแบบชื่อ เมือง สุหรัด ในอินเดีย อยู่ในรัฐกุจราต ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตาปีในอินเดีย  ส่วนแม่น้ำตาปีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้น เดิมเรียก “แม่น้ำหลวง”

          จากค่าข้าวสารก็มาถึงค่าผักหญ้า  ซึ่งบางทีก็เก็บกินเอาในสวน  แต่บางทีก็ต้องซื้อหา  ค่าผักประมาณสัปดาห์ละ 40 บาท

          จากผักก็มาถึงเนื้อสัตว์ กินไก่สดแช่แข็งจากร้านเฟรชมาร์ต ของซีพี ในตลาดหลังสวน หรือกินปลาทะเลจากตลาดสด ราคาประมาณ ๆ กัน  คนและหมาสองตัวกินสัปดาห์ละประมาณสองกิโล ราคารวมประมาณ 125-150 บาท  ราคาปลาผันแปรตามฤดูกาลและตามคลื่นลมในทะเล

          ค่าน้ำกิน ซื้อน้ำถังมากิน ซึ่งมีบริษัทธุรกิจ เขาสูบน้ำขึ้นจากแม่น้ำหลังสวน มากรองขาย  ค่าน้ำกินประมาณสัปดาห์ 30 บาท  ค่าน้ำใช้ไม่เสียเพราะมีแท้งก์น้ำทำด้วยปล่องบ่อ รวมสี่แท้งก์ ๆ ละสี่ปล่อง รวมทั้งหมด 16 ปล่อง จึงมีน้ำใช้เหลือเฟือตลอดทั้งปี -ฟรี

          ที่บ้านไม่มีตู้เย็น ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นใด นอกจากพัดลม หม้อหุงข้าว และเครื่องรับวิทยุคลื่นสั้น(short wave radio receiver) กินไฟเพียง 10 วัตต์ เปิดวิทยุวันละประมาณสี่ชั่วโมง เช้าหนึ่งชั่วโมง 06.00 – 07.00 และเย็นค่ำสามชั่วโมง 17.00 – 20.00 น. ตามเวลาที่สถานีเจ้าประจำ เขากระจายเสียง ส่งคลื่นสั้นมาครอบคลุมถึงภาคใต้ของประเทศไทย  ฟังสถานีนี้มานานนับสิบปีแล้ว

          ผู้เขียนไม่มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เนต จากที่บ้านหรือจากโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้เพราะต้องการมีวินัยในการใช้เนต  เมื่อจะใช้อินเตอร์เนตจะเดินทางเข้าไปในเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากสวนและบ้าน ไปประมาณสิบกิโลเมตรเศษ ๆ 

          อย่างไรก็ดี เวลานี้มีอุปสรรคในการทำงานอยู่อย่าง คือ โน้ตบุคเสีย 

          เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และได้หาทางออกให้แก่ตัวเองมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกสหายผู้หนึ่ง ซึ่งผู้เขียนช่วยเขาขายของในเนต  ได้มอบโน้ตบุคมือสองให้  ใช้ได้ประมาณหนึ่งปีก็เสีย  จึงร้องขอไปที่ญาติผู้หนึ่งซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ  เขามีเมตตาส่งโน้ตบุคเก่าของเขามาให้  เวลานี้ก็เสียอีกแล้ว  ยังไม่ได้ซ่อม กำลังคิดว่าจะเก็บตัง ซื้อเครื่องใหม่สักเครื่อง

          ผู้เขียนฝึกนิสัยสำรองไฟล์เป็นประจำ  เวลาเครื่องเสีย จึงไม่ได้สูญเสียงานที่กำลังทำ

          ขณะนี้ ราคาปาล์มตกต่ำมาก  ส่วนราคายางพาราไม่ต้องพูดถึง ขอโทษ - ถูกคล้าย “ขี้”  หมายถึง ขี้ไก่ที่เขาบรรจุถุงขายเป็นปุ๋ย  ท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองตรึกตรองดูครับ  ถ้าผลผลิตกับปุ๋ยราคาเท่ากัน  อาชีพทำสวนมันจะไม่ดูตลกหรือ?  ใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้กิน มันกินแล้วมีดอกผล ขายได้พอมีเงินเพียงแค่ไปซื้อปุ๋ยมาให้มันกินต่อ  ก็เอาเงินไปซื้อปุ๋ยมาให้มันกินต่อไปอีก - สงสารมัน  เฮ้ย วนเวียนทำอยู่อย่างนี้ - บ้าเปล่า?  ตลกแต่ตัวเองอดแดก ไม่ใช่ตลกแดก  ต้นไม้มีกินก็จริง แต่คนทำสวนจะกินอะไร?

          ฟังแล้วไม่ค่อยจะสร้างสรรค์  พูดเรื่องสร้างสรรค์ของเราดีกว่า  ว่าเงินที่ท่านผู้อ่านเข้าบัญชีให้  ถ้าเหลือจากการกินการใช้ในแต่เดือนแต่ละสัปดาห์  ก็จะเก็บสะสมไว้ทีละน้อย รวมกับรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็น passive income จากแหล่งอื่น  กะจะซื้อโน้ตบุคใหม่สักตัว  ไม่ได้นำเงินนั้นไปใช้จ่ายอีลุ่ยฉุยแฉก ฟุ่มเฟือย ที่ไหน  

          อีกประการหนึ่ง กำลังคิดโครงการใหญ่ กะจะเขียนขาย พิมพ์เองขายเอง เป็นหนังสือ อีเล็กฯ (โทรนิค) บนเวทีของอะเมซอน ดอท คอม  เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้นามปากกาใหม่ ไม่เปิดเผย

          รายการนี้กะรวย  โธ่ คิดดูซิ นักบอลไทยสมัยนี้  บางคนค่าตัวตั้งสามสิบล้าน ห้าสิบล้าน  บางคนก็ไปค้าแข้งอินเตอร์  แล้วคนเขียนหนังสือล่ะ?

          ผมมีสิทธิมั้ยครับ?

          โอกาสทองของคนเขียนหนังสือหากินสมัยนี้  อยู่ที่การเขียนขายเป็นหนังสืออีเล็กฯ ซึ่งขายได้ทั่วโลก ขายกับตลาดคนในเนตสี่พันล้านคน  เพราะฉะนั้น เงินล้านสองล้าน หรือห้าล้านสิบล้าน หรือแม้แต่ห้าสิบล้านร้อยล้าน  ไม่ใช่เรื่องฝันกันไม่ได้  taboo - ต้องห้าม ในต่างประเทศคนเขียนหนังสือหลาย ๆ คนเขาเอื้อมถึงกันแล้ว....แต่อย่างว่า คนพวกนี้มีจำนวนน้อยนิด อาจไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของคนที่พิมพ์เองขายเอง อยู่บนเวทีคินเดิล  นี่คือความจริง แต่นั่นไม่สำคัญ  สำคัญอยู่ที่เรามีสิทธิที่จะ “ฝัน” 

          สรุปแล้วกันว่า สำหรับการเขียนที่บลอค ผู้เขียนพอใจที่จะเห็นท่านผู้อ่านร้อยคน โอนเงินเข้าบัญชีให้คนละร้อยบาท  มากกว่าที่จะเห็นท่านเดียว โอนมาหนึ่งหมื่นบาท  อยากมีเพื่อนร้อยคน มากกว่าที่จะมีเพื่อนคนเดียว  ทั้งนี้มีเหตุผลที่ดี คือ เพื่อนคนเดียวของเรา  ถ้าเขาหายไปจากชีวิตเราด้วยประการใด ๆ ก็ดี  เราก็จะว้าเหว่ ขาดมิตร  แต่เพื่อนร้อยคน อนุญาตให้หายไปได้ 99 คน ผมก็จะยังเหลือเพื่อนอีกหนึ่งคน

          ท่านผู้อ่านที่รักและเคารพ จะตอบแทนงานเขียนหรือไม่ อย่างไรนั้น  คุณค่าของงานที่ผู้เขียนเพียรทำเสนอเป็นเรื่องสำคัญ  ถ้างานมีคุณค่า - ก็น่าจะมีคนตอบแทน

          ส่วนการที่ท่านผู้อ่าน จะสนองกลับอย่างไร มากน้อยเพียงใด ไม่สำคัญ  เพียงท่านเคาะเข้ามาเยี่ยมชม เข้ามาอ่าน ก็เป็นพระคุณมากแล้ว  เพราะการตอบแทนลักษณะเปิดเสรีเช่นนี้  มีเสน่ห์ตรงที่ จะไปกะเกณฑ์อะไรกันไม่ได้ทั้งนั้น น่าตื่นเต้น  เอ็กไซติ้งกว่าเขียนลงในสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีค่าตอบแทนตายตัว  ปกติสมัยนี้ ชิ้นละสามพันบาท  เสน่ห์อีกอย่างของการเขียนบลอค คือ เรามีเสรีภาพมากขึ้นในการเขียน  ไม่ต้องระแวงระวังว่า กองบ.ก.ท่านมีแนวนิยมวางไว้อย่างไร?

          ท่านที่ปรารถนาจะอ่านฟรี  ท่านก็ยังได้อ่านฟรี ๆ  อยู่เหมือนเดิมครับ  ไม่มีใคร – รวมทั้งผู้เขียนบลอคเอง จะไปว่าอะไรท่านได้  ตัวผู้เขียนเองก็ตัวดี อ่านฟรีของท่านผู้อื่นอยู่เป็นประจำครับ  เราไม่ว่ากัน
          เขียนไปเขียนมาชักซ้ำซาก ย่ำอยู่กับที่  ขออนุญาตพอเท่านี้นะครับ – ท่านผู้เจริญ  แต่ถ้าท่านอุตส่าห์อ่านมาจนจวบเท่าถึงบรรทัดนี้  อย่าลืมโอนมาสักร้อยสองร้อยนะครับ จะเป็นพระคุณ  ข้าวสารหมดพอดี...

          หมาน้อยสองตัวที่บ้าน ฝากกราบขอบพระคุณท่านด้วย  โฮ่ง ๆ ๆ โฮ่ง ๆ ๆ  ไม่เห็นแก่คน งัยก็ -- เห็นแก่หมาน้อย บ้างละกัน 


วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

VillageLife: มันไม่ค่อยทำ

Village Life: มันไม่ค่อยทำ...


ผัวหนุ่มเมียสาวคู่หนึ่งในหมู่บ้าน เป็นระดับผู้นำหมู่บ้าน อันเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับราชการ ซึ่งมีอยู่หลายตำแหน่งในหมู่บ้าน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. เป็นต้น  และยังมีหน้าที่การงานเกี่ยวกับสาธารณสุขและเกษตรอีก ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบรายละเอียด

เนื่องจากผัวเมียคู่นี้อยู่ในระดับผู้นำ จึงเป็นที่เพ่งเล็งใส่ใจ สนใจ และสู่รู้  ของชาวบ้านทั้งหลายรวมทั้งผู้เขียนด้วย ความสนใจเรื่องนี้ ในลักษณะนี้ เก่าแก่โบราณ กล่าวถึงไว้ในหนังสือ กามสูตร (कामसूत्र)  ของฤษี วาสยายนะ (वात्स्यायन)  ในตอนต้น ๆ ของบทที่ 5

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนบ้านสตรีผู้หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นมาในกลุ่มสนทนาที่บ้านอบต.ว่า ผู้นำผู้บ้านผู้นั้น ซึ่งเป็นสตรี เธอเลิกกับผัวแล้ว ผัวของเธอสมมติว่าชื่อ น้องไข่ แล้วกัน

อ้าวงั้นหรือ ผู้เขียนเอ่ยขึ้น แสดงความประหลาดใจ แต่ที่จริงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

เพื่อนบ้านสตรีผู้นั้น ค็อมเมนต์ว่า ดูซิดู คนดี ๆ ไม่เอา...  เธอนินทาว่าร้ายผู้เป็นเมีย ที่บอกเลิกกับผัว

ผู้เขียนก็ประสมโรงว่า นั่นนะซี ไอ้น้องไข่มันนิสัยดีจะตายไป

เพื่อนบ้านสตรีผู้นั้น กล่าวกับผู้เขียนในวงสนทนา(นินทา)ว่า “เขาบอกว่า มันไม่ค่อยทำ...”

ประเด็นนี้ผู้เขียนเถียงแทนขึ้นมาทันทีว่า ทำไมมันจะไม่ทำ ดูเด่ะ ตอนอยู่กับมัน สวนทั้งสวนเตียนไปหมด มันขยันตัดหญ้า  มันยังแทงปาล์ม แต่งทางปาล์มอีก  เวลาว่างก็ออกไปรับจ้างทำงานนอก  มันขยันทำกินจะตายไป  ผัวใหม่นี่โคดขี้เกียจ ทั้งบ้านทั้งสวน รกไปหมด...

แต่สหายสตรี เพื่อนบ้าน เจ้าของประเด็นการสนทนา(นินทา)ไม่ยอมแพ้ เธอยังยืนต่อไปกับผู้เขียนว่า “เออ นั่นแหละ ๆ แต่เขาว่า มันไม่ค่อยทำ...”

สหายในวงสนทนาอีกผู้หนึ่งสะกิดผู้เขียนให้หุบปาก อย่าไปเถียงกับเขา  ผู้เขียนจึงโอนอ่อนผ่อนตาม ร้องเบา ๆ ว่า “อ๋อ...งั้นหรือ?”

เธอผู้เป็นเจ้าของประเด็น หันมาพูดซ้ำย้ำคำกับผู้เขียนว่า
“ก็ยังงั้นล่ะเซ่ะ  มันไม่ค่อยทำ...”

ผู้เขียนได้แต่นึกเถียงอยู่ในใจว่า 
คนเรามันต้องพิจารณาตัวเองเหมือนกันนะ ว่าตัวเองนั้นมันน่า “ทำ”  รึเปล่า?




สนใจ VillageLife บทอื่น ๆ โปรดคลิกนี่เลย