open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจ-ทำไมเสนอเรื่อง ธุรกิจภาพรวม?


---------------------------------------------------------------------

เราจะประเมิน นโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลใด ๆ ก็ดี ได้ง่าย ๆ อย่างไร?
หนังสือเล่มนี้ บอกว่า ให้ตั้งคำถามสองคำถามเท่านั้น คือ

1) นโยบายดังกล่าว จะช่วยสร้างสรรค์ความมั่งคั่ง ให้เกิดแก่สังคมส่วนรวม หรือบ้านเมือง ได้หรือไม่อย่างไร?

2) หรือนโยบายดังกล่าว จะช่วยกระจายความมั่งคั่ง สู่ประชาชนส่วนรวม ในบ้านเมือง ได้อย่างไร?

-------------------------------------------------------------------
                        ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี ๒๕๔๐  และอีกสองสามปีต่อมาได้กวาดเอาผู้ประกอบหน้าตาซื่อ ๆ จำนวนหนี่ง  ให้หายไปจากสนามการแข่งขัน  เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้เราหลายคนนึกสงสัยว่า  การดำเนินธุรกิจกับเศรษฐกิจภาพรวม  มีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างหรือเปล่า?  บางท่านเริ่มมีข้อกังขา...มองไกลไปนอกสำนักงาน  นอกระบบบัญชี  และเลยพ้นจากตลาดหุ้น 

                        ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการธรรมดา ๆ ไม่ได้มี connection  ในทางพิเศษ  ที่เจาะเอาข้อมูลอันเป็นความลับของชาติด้านการเงิน  เราจะทำ “ยุทธศาสตร์ธุรกิจ” อย่างไร? 

                        การดำเนินเศรษฐกิจภาพรวมของรัฐบาลเป็นอย่างไร?  ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง  จะให้คุณให้โทษประการใดต่อคนหมู่มาก  และต่อเรา-ในฐานะผู้บริหารธุรกิจเอกชนหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ? 

                        คำถามเหล่านี้  เป็นคำถามด้านปรัชญาเศรษฐกิจและหลักการดำเนินการธุรกิจ  ซึ่งในที่สุดอาจสาวลึกลงไปได้ถึงประเด็นที่ว่า  เจ้าของกิจการและผู้บริหารควรให้ความสนใจกับภาพรวมของกิจการแห่งตน  และภาพรวมของสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

HV6/12 สำนึกในความยุติธรรม - ระแวงเจตนาของตนไว้ให้ดี กับ หลักศิลธรรมสูงสุด


สำนึกในความยุติธรรม-สิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ Episode 06/12

--สรุปคำบรรยายปรัชญาและปรัชญาการเมือง ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยศ.ไมเคิล แซนเดล

                                                                                                              ปรีชา ทิวะหุต  ผู้สรุป

----------------------------------------------------------

คำคัดเด็ด ประจำตอนนี้

“ คนเราแต่ละคน ต่างก็มีหน้าที่และมีสิทธิพื้นฐานบางอย่างบางประการ ที่อยู่เหนือขึ้นไปจากเรื่องประโยชน์สูงสุด “

-----------------------------------------------------------

ปูพื้น-ทบทวน ก่อนจะเข้าเรื่อง

เอ็มมานูเอล คานต์  นักปรัชญาผู้ขวางโลกในยุคสมัยของท่าน ภายหลังกลายเป็นนักปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ผู้ทรงอิทธิพล  ท่านผู้นี้บอกปัดปรัชญา ประโยชน์นิยม  โดยแสดงเหตุผลว่า คนเราแต่ละคน ต่างก็มีหน้าที่และมีสิทธิพื้นฐานบางอย่างบางประการ ที่อยู่เหนือขึ้นไปจากเรื่องประโยชน์สูงสุด

ศ. แซนเดล บอกนักศึกษาว่า ปมปรัชญาของ คานต์  จะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในบรรดาแนวคิดทั้งหลาย ที่ท่านนำมาสอนในวิชานี้

ด้วยเหตุนี้ ผู้สรุปภาษาไทยจึงจะขอทบทวนปรัชญา ประโยชน์นิยม--utilitarianism  ซึ่งถูก เอ็มมานูเอล คานต์ โต้แย้ง เป็นการปูพื้นให้ท่านผู้อ่านและให้กับตนเองไว้สักครั้งหนึ่งก่อน

ทั้งนี้ จาก Episode 01 part 2  คนกินคน คดีดังในอังฤษ  ได้สรุปไว้ว่า การกระทำที่ “มีประโยชน์”  นั้น  อาจารย์เบนแธม ถือว่าเป็นการกระทำ“ที่ถูกที่ควร”  อันพึงทำ  หรือเป็นการกระทำที่ “ชอบธรรม”  หรือเป็นการกระทำที่ “มีคุณค่าทางศิลธรรม”

ผู้สรุปภาษาไทยพบในแหล่งอื่น(คำบรรยาย ที่มหาวิทยาลัยอ็อกสฟอร์ด)ว่า หลักศิลธรรมของอาจารย์เบนแธมนั้น  ต่อมาก็มีผู้สรุปให้จำได้ง่ายขึ้นอีก ว่า หมายถึงการกระทำที่จะยังผลให้เกิด “ผลดีอย่างใหญ่สุด แก่คนจำนวนมากสุด”   เรียกย่อ ๆ ว่า GHGN = Greatest Happiness, for Greater Number of People  เช่น การที่เราหมุนพวงมาลัยรถสิบล้อ ให้ชนคนตายคนเดียว เพื่อให้คนอีกห้าคนรอดตาย เป็นต้น 

ในทางตรงกันข้าม เอตทัคคะทางศิลธรรมอีกท่านหนึ่งกลับเห็นว่า  พึงพิจารณาศิลธรรมกันที่ตัวการกระทำนั้นเอง ไม่ใช่พิจารณาผลที่จะตามมา  อันเป็นแนวคิดศิลธรรมที่ตรงกันข้ามกับศิลธรรมประเภท GHGN  เอตทัคคะท่านนี้ได้แก่ อาจารย์ เอ็มมานูเอล คานต์  นักคิดผู้มีชื่อเสียงชาวเยอรมัน  ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่

ศ.แซนเดล กล่าวว่า ท่านจะได้ยกหลักศิลธรรมทั้งสองแนว ขึ้นมาเทียบเคียง

ผู้สรุปภาคภาษาไทย ขออนุญาตท่านผู้อ่าน แสดงความเห็นส่วนตัวโดยไม่ก้าวก่ายการบรรยายของ ศ.แซนเดล ว่า :  คนในวัฒนธรรมไทยโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายใด  เมื่อเริ่มรู้รสปรัชญาตะวันตก  คนเหล่านั้นก็น่าที่จะถูกใจกับแนวคิดของ เอมมานูเอล คานต์  มากกว่าแนวคิดปรัชญาตะวันตกแนวอื่น  และความคิดความอ่านของนักปรัชญาผู้ขวางโลก(ตะวันตก)ผู้นี้ ผู้เขียนก็เดาว่า น่าจะถูกใจมิตรสหายหลายท่านที่ติดตามอ่านอยู่ในนิตยสาร MBA  เพราะฉะนั้น ก็จะสรุปคำบรรยาย  Episode 06 part 1  รู้จักระแวงเจตนาของตนเอง ไว้ให้ดี  ของ ศ.แซนเดล อย่างละเอียด  เพื่อเป็นการทุ่นแรงแก่ท่าน ก่อนที่ท่านจะคลิกชมวีดีโอต้นฉบับ ต่อไป

------------------------------------------------------------------------

รู้จักระแวง เจตนาของตนเอง ไว้ให้ดี
Episode 06 part 1


หลักศิลธรรมสูงสุด คือ อะไร
เสรีภาพ คือ อะไร

ปรัชญาของ คานต์ จะตอบปริศนาข้างบนนั้น  โดยที่เอมมานูเอล คานต์ ประกาศตนเป็นปฎิปักษ์ ต่อปรัชญาแนวประโยชน์นิยม ที่เห็นว่าการกระทำที่ “มีประโยชน์”  เป็นการกระทำ“ที่ถูกที่ควร”  หรือเป็นการกระทำที่ “ชอบธรรม”  หรือเป็นการกระทำที่ “มีคุณค่าเชิงศิลธรรม”  

อันได้แก่กระทำที่จะยังผลให้เกิด “ผลดีอย่างใหญ่สุด แก่คนจำนวนมากสุด”  เรียกย่อ ๆ ว่า GHGN = Greatest Happiness, for Greater Number of People  เช่น การที่เราหมุนพวงมาลัยรถสิบล้อ พุ่งชนคนตายคนเดียว เพื่อให้คนอีกห้าคนรอดตาย เป็นต้น 

ผู้สรุปภาษาไทยจะขอยกตัวอย่าง คำโฆษณาให้ดาวน์โหลดเบราเซอร์ไฟร์ฟ็อก ที่เคยโฆษณาว่า เพื่อประโยชน์ที่ใหญ่ขึ้น –ว่านั่นคือตัวอย่างภาคปฏิบัติ ของปรัชญาประโยชน์นิยม หรือ utilitarianism  ซึ่งภาษาอังกฤษแหล่งหนึ่งนิยามปรัชญาชนิดนี้ ว่า :

– a belief that the more people of a course helps, the better it is.

ส่วนแนวความคิดอย่างใหม่ ของคานต์ อยู่ในหนังสือของเขาชื่อ “Groundwork for the Metaphysics of Morals”   ซึ่งถูกใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบการบรรยาย ของ ศ.แซนเดล  หนังสือเล่มนั้น แสดงเหตุผลตอบปริศนาสองข้อ คือ

1)   หลักการสูงสุดของศิลธรรม คือ อะไร
2)   จริง ๆ แล้วเสรีภาพ คือ อะไร

คานต์ เห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีเกียรติภูมิบางอย่างบางประการ ซึ่งผู้อื่นจะต้องเคารพ  แต่เกียรติภูมิของมนุษย์ไม่ได้เกิดเพราะมนุษย์แต่ละคน “เป็นเจ้าของ”  ตัวตนของเขาเอง เฉกเช่นที่พวกประโยชน์นิยม เข้าใจ

ทว่า เกียรติภูมิแห่งความเป็นคนเกิดมีขึ้นได้ เพราะเราท่านทั้งหลายเป็น “สัตว์รู้คิด”  หรือ “rational being”  ซึ่งหมายความว่า เราท่านทั้งหลาย มีความสามารถที่จะรู้จักที่จะคิดอย่างมีเหตุผล—นั่นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เราต่างเป็น “สัตว์อิสระ”  หรือ “autonomous being”  ซึ่งหมายความว่า เราทั้งหลายมีความสามารถที่จะ กระทำการ  และ “เลือก” ที่จะกระทำการ ใด —ได้อย่างเสรี  โดยที่ คานต์ ได้กำหนดนิยามเรื่องเสรีภาพ เสียใหม่ ดังจะได้กล่าวต่อไป 

ก่อนอื่น คานต์ ยอมรับว่าพวกประโยชน์นิยม คิดถูกอยู่กึ่งหนึ่ง  กล่าวคือ คิดถูกที่บอกว่าคนหลีกหนีความเจ็บปวด(pain) และชอบหาความสุขสันต์หรรษา(pleasure)  แต่การที่ เจอเรมี เบนแธม นักปรัชญาประโยชน์นิยมคนดังเห็นว่า ความเจ็บปวดกับความสุขสันต์หรรษา คือ “นายเหนือหัวมนุษย์”  นั้น  คานต์เห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

คานต์ เสนอว่าความสามารถที่จะ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ต่างหาก ที่ยกระดับมนุษย์ขึ้นเหนือส่ำสัตว์ทั้งหลาย  ทำให้มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่กอร์ปด้วยความหิวกระหาย ความใคร่ความอยาก เพียงอย่างเดียว

หันมาทางประเด็น “เสรีภาพ” บ้าง  เรามักจะคิดว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระก็คือ ได้ทำตามใจนึกอยาก หรือนึกใคร่ หรือนึกจะทำอะไรก็ได้ทำตามอำเภอใจ หรือได้ทำอะไรโดยปราศอุปสรรคขัดขวาง เช่น นึกอยากจะยืนฉี่ หรือนั่งลงฉี่ที่ไหน ก็ฉี่ได้ เป็นต้น

แต่ คานต์ นักปรัชญาผู้ขวางโลก(สมัยโน้น)ชาวเยอรมันผู้นี้ มีความเห็นต่าง..... 

อิสรเสรีภาพ ตามความเห็นของ คานต์ ค่อนข้างจะเข้มงวด  แต่จะกระนั้นก็ดี ศ.แซนเดล กล่าวกับนักศึกษาว่า ถ้าเราได้ลองคิดเรื่องเสรีภาพตามความคิดของคานต์ให้ตลอด  ก็จะพบว่า เป็นความคิดที่น่านิยมไม่น้อย  คานต์แสดงเหตุผลดังนี้

“เมื่อคนเรา ในฐานะสิ่งมีชีวิต แสวงหาความสุขสันต์หรรษา หรือหลีกหนีความเจ็บปวดอยู่นั้น  เราหาได้กระทำลง อย่างอิสระเสรีไม่” 

ทำไมหรือ

“ก็เพราะว่า--เรากระทำไปดุจจะเป็นขี้ข้า ของความหิวกระหาย ความใคร่ ความอยากต่างหาก  เอาเข้าจริง ๆ เราก็ไม่ได้ “เลือก” ที่จะหิวกระหาย หรือ “เลือก” ที่จะนึกใคร่นึกอยากแต่ประการใดเลย  ดังนั้น เมื่อเราทำการดับกระหาย หรือดับความใคร่ หรือสนองความอยากใด ๆ ก็ดี  เราจึงทำลงตามความจำเป็นทางธรรมชาติ”

ซึ่งสำหรับคานต์ อิสรเสรีภาพเป็นเรื่อง ตรงกันข้าม กับ “ความจำเป็นทางธรรมชาติ”          —ประเด็นนี้ เป็นจุดสำคัญที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องเสรีภาพ ของคานต์ 

เพื่อทำประเด็นให้กระจ่างขึ้น ศ.แซนเดล ยกตัวอย่างโฆษณาเครื่องดื่มสไปรท์ ขึ้นประกอบการบรรยาย  สไปรท์เคยโฆษณาว่า “จงเชื่อฟังความกระหายของคุณ”(Obey your thirst.)  ท่านว่า นี่คือคำโฆษณาที่ได้รับอิทธิพลจาก คานต์ 

เวลาเราดื่มสไปรท์ เราอาจจะคิดว่า เรา เลือก ที่จะดื่มสไปรท์แทนที่จะดื่มเป้ปซี่  แต่ที่จริงเรากำลัง เชื่อฟัง ความกระหายหิวต่างหาก  ความกระหายดังกล่าวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เราไม่ได้เจตนาจะให้มันเกิด

การกระทำตามบงการของธรรมชาติ หรือทำเพราะธรรมชาติเรียกร้อง เช่น ทำตาม แรงกระตุ้นทางเพศ  หรือหิวอาหาร หรือกระหายน้ำ เป็นต้น  คานต์ เห็นว่า นี่มิใช่กระทำอย่างมีอิสระเสรี

ข้อฉงนมีว่า  หากถือเช่นนั้นแล้ว  เสรีภาพในการกระทำใด ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร.....ก็ในเมื่อการเรียกร้องของธรรมชาติ ที่คอยชักนำให้เรากระทำการใด  คานต์ถือว่าเป็นการเชื่อฟังกฎธรรมชาติ ไม่ได้ทำโดยเสรี  แล้วเราจะทำการใด ๆ อย่างมีเสรีภาพได้อย่างไรเล่า

ปริศนาข้อนี้เป็น ปริศนาขั้นปฐมภูมิ  ในเรื่องเสรีภาพของคานต์

คานต์ ไขปริศนาว่า  การกระทำอย่างเสรี ได้แก่ กระทำอย่าง อัตโน-อนุมัติ (to act AUTONOMOUSLY)  การกระทำอย่าง อัตโน-อนุมัติ  ก็คือ กระทำลงตามกฎที่ตนเองรับรองไม่ใช่ทำตามบงการของกฎธรรมชาติ เช่น อยากกินส้มตำร้านนี้เพราะเป็นส้มตำโคราช ไม่ชอบร้านโน้นเพราะว่าตำแบบอุบล

To act freely = to act autonomously = to act according to a law I give myself.

เพื่อสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นในใจนักศึกษา  ศ.แซนเดล ได้ใช้วิธีตั้งคำถามชนิดตัดกันแบบขาว/ดำ ว่า “การกระทำที่ ตรงกันข้าม กับการกระทำอย่างอัตโน-อนุมัติ คือ ทำอย่างไร”

คานต์ คิดคำขึ้นใหม่  บัญญัติศัพท์เรียกสิ่งตรงข้ามกับ อัตโน-อนุมัติ(autonomy) ว่า “heteronomy” ซึ่งหมายความว่า กระทำตามกิเลสตัณหา ความหิวกระหาย ความใคร่ความอยาก หรือกระทำตามที่ธรรมชาติเรียกร้องบงการ  อันล้วนเป็นเรื่องที่ เราไม่ได้เลือกเอง  หมายความเป็นภาษาอังกฤษว่า to act according to desires I haven’t chosen myself.

(ตัวอย่างเรื่องลูกบิลเลียด) ศ.แซนเดล ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราปล่อยลูกบิลเลียดให้หล่นลงจากมือ  ลูกบิลเลียดย่อมตกลงกับพื้น  ซึ่งเราคงจะไม่มั่วคิดว่า ลูกบิลเลียดได้กระทำการนั้นอย่างเสรี  ทำไมหรือ – ก็เพราะว่าลููกบิลเลียดตกลงสู่พื้นตามกฎธรรมชาติ คือ กฎแห่งความโน้มถ่วง

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อ คานต์ หันมาพิจารณาเรื่องศิลธรรม  คานต์ก็พิจารณาศิลธรรมอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับที่คานต์ได้แสดงเหตุผลเรื่องเสรีภาพ--ซึ่งบอกว่า เสรีภาพ คือการได้ปฏิบัติโดยอัตโน-อนุมัติ 

To act freely is not to choose the best means to a given end; it’s to choose the end itself for it’s own sake.

แปล: การได้เลือกหนทางที่ดีที่สุด เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง  ไม่ใช่การประพฤติอย่างเสรี  การประพฤติอย่างเสรีได้แก่ การเลือกจุดหมายปลายทาง เพื่อ--ตัวจุดหมายปลายทางนั้นเอง

ผู้สรุปภาษาไทย ขอสรุปเสนออีกสำนวนหนึ่งว่า  “การเลือกไอ้นี่เพื่อàไอ้โน่น ไม่ใช่การประพฤติอย่างเสรี  การประพฤติอย่างเสรี คือ การเลือกไอ้โน่นเพื่อàไอ้โน่นเอง”

ซึ่งเรื่องนี้ ศ.แซนเดล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ มนุษย์ทำได้  แต่ ลููกบิลเลียดทำไม่ได้

เมื่อใด ที่เราประพฤติตามกิเลสตัณหา ความหิวกระหาย ความใคร่ ความอยาก หรือกระทำลงตามที่ธรรมชาติเรียกร้อง  เมื่อนั้น เรากำลังเดินไปตามทางเพื่อจะบรรลุจุดหมายปลายทาง--อันเป็นจุดหมายปลายทางที่ถูกกำหนดมาจากแหล่งนอกตัวตนของเรา (กำลังทำไอ้นี่เพื่อàไอ้โน่น) 

เรากำลังกลายเป็นเครื่องมืออุปกรณ์  เราไม่ได้เป็นเจ้าของงาน หรือเจ้าของเรื่อง หรือเป็นเจ้าของตัววัตถุประสงค์ -- อันเป็นที่สุดแห่งความปรารถนา 

เราไม่ได้เป็นเจ้าภาพ แต่เราอาจเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือแขกรับเชิญของงานนั้น  เจตนาอันชักนำให้เราประพฤติเช่นนั้น คานต์เรียกว่า heteronomous determination of the will  หรือ เจตนาที่ถูกก่อขึ้น ตามบงการของกิเลสตัณหา

ในทางตรงกันข้าม เมื่อใดที่เราประพฤติตามกฎที่เราตั้งขึ้นเอง หรือที่คานต์เรียกว่าประพฤติอย่างอัตโน-อนุมัติ(autonomously)  เมื่อนั้นแปลว่า เรากำลังกระทำการใดการหนึ่งàเพื่อการนั้น ๆ เอง  การกระทำจึงเป็นจุดหมายปลายทางอยู่ในตัว  ไม่ได้ทำนี่àเพื่อจะเอาโน่น

เมื่อเราประพฤติอย่างอัตโน-อนุมัติ  คือ เราไม่ได้ รับคำบงการมาจากภายนอกตัวตน  เราถือว่าเราคือเรา และเราเป็นเรา  เราคือจุดหมายปลายทางของตัวเราเอง
             
การได้ประพฤติปฏิบัติอย่างเสรีเช่นนี้นี่เอง ที่คานต์บอกว่า ทำให้ชีวิตมนุษย์มีเกียรติภูมิ  และนี่คือเสรีภาพ -- ตามเหตุผลของคานต์

การเคารพต่อเกียรติภูมิของมนุุษย์  จึงมิใช่การเห็นมนุษย์เป็นทางผ่าน หรือเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ตนเพียง ถ่ายเดียว  แต่ต้องเห็นมนุษย์เป็นจุดหมายปลายทางในตัวของมนุษย์ผู้นั้นเอง ด้วย   

แล้วก็เพราะเหตุนี้ การใช้ประโยชน์เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นเครื่องมือหรือเป็นเพียงทางผ่าน เพื่อไปสู่ความสุข และเพื่อความอยู่ดีกินดีของตัวเราเองเท่านั้น หรือเพื่อตัวเราถ่ายเดียว ไม่ได้คำนึงว่า มนุษย์ผู้นั้นก็เป็นจุดหมายปลายทางอยู่ในตัวของเขาเองด้วย จึงผิดศิลธรรม

ประเด็นนี้ คือประเด็นที่คานต์เห็นว่า ปรัชญาประโยชน์นิยมคิดผิด

ศ.แซนเดล ยกตัวอย่างว่า ถ้าไม่จับพวกคริสเตียนโยนให้สิงห์โตกิน(สมัยโรมัน) เพียงเพราะเกรงว่า ความหวาดกลัวจะแพร่สะพัดออกไปในสังคม แล้วสังคมโรมันจะอยู่ไม่เป็นปกติสุข  คานต์ ก็จะยังเห็นว่าเป็นการกระทำที่ ไร้คุณค่าเชิงศิลธรรม  เพราะว่า ทำไปด้วยเหตุผลผิด ๆ ไม่ได้เคารพตัวมนุษย์เอง แต่ยังคงใช้มนุษย์เป็นทางผ่าน ไปสู่ความเป็นปกติสุขของคนอื่น ๆ หรือของสังคมส่วนรวม

ศ.แซนเดล เห็นว่า จนถึงบัดนี้ เรายังต้องตอบคำถามอีกคำถามหนึ่ง คือคำถามที่ถามว่า
ในทีุ่สุดแล้ว อะไรเล่า ที่คอยประสิทธิ์ประสาทคุณค่าเชิงศิลธรรมให้แก่การกระทำใด ๆ ของเรา

ถ้า  ความมีคุณค่าทางศิลธรรม ไม่ใช่ การกระทำที่มีประโยชน์àที่จะนำไปสู่ประโยชน์ใหญ่ของส่วนรวม หรือของสังคม หรือ GHGN(= Greatest Happiness, for Greater Number of people)  ขณะเดียวกัน — ก็ ไม่ใช่  การกระทำที่เห็นแก่ตัวของตัวเอง(ตามคำเรียกร้องของกิเลสตัณหาแห่งตน) 

ไอ้นั่นก็ไม่ใช่ ไอ้นี่ก็ไม่ใช่  เห็นแก่ส่วนรวมก็ไม่ใช่--เห็นแก่ตัวก็ไม่ใช่  ถ้ากระนั้นแล้ว คุณค่าทางศิลธรรม อยู่ที่ไหน?

คานต์ แสดงเหตุผลว่า สิ่งที่จะทำให้การกระทำใด ๆ มีคุณค่าทางศิลธรรมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ผลลัพธ์  อันเกิดจากการกระทำนั้น ๆ  แต่ขึ้นอยู่กับ เจตนาแห่งการกระทำ  หรือขึ้นอยู่กับชนิดของเจตนานั้น (quality of the will)

หมายเหตุของผู้สรุปภาษาไทย - ตรงนี้ต้องแปล quality ว่า “ชนิด” จึงจะตรงความหมาย ตัวอย่างการแปลคำว่า quality เป็น “ชนิด” มีอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งฯ      

แล้ว เจตนาก็ดี หรือชนิดของเจตนาก็ดี หรือความตั้งใจก็ดี  จะต้องเป็นเจตนาหรือความตั้งใจตามแบบของคานต์.....คือเขาบอกว่า บุคคลพึงทำความดีด้วยเหตุผลที่ดี(ที่ถูกต้อง)  ถ้าทำความดีด้วยเหตุผลที่ผิดหรือเหตุผลที่เลว  ความดีนั้นก็ไร้ค่าเชิงศิลธรรม

ผู้สรุปภาษาไทยขอยกตัวอย่างว่า  การทำเสีัยง “กุ้ก ๆ ๆ ๆ” เรียกไก่ที่เลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน เพื่อให้ไก่นึกว่า เรียกมาให้อาหาร  แต่ที่จริงเรียกมาเพื่อจะเชือดไก่ทำอาหารต่างหาก จะแกงเขียวหวานไก่ไปทำบุญ เป็นต้น  เอมมานูเอล คานต์ จะคิดไหมว่า การทำบุญดังกล่าวไร้ค่าเชิงศิลธรรม (แต่ไม่ได้แปลว่า ไม่ได้ “บุญ” นะ -- คนละประเด็นกัน)  จะเป็นไปได้ไหมว่า เป็นบาปแต่ “ได้บุญ”  ท่านผู้ใฝ่เชิงปรัชญาคงจะต้องคิดต่อกันเอาเอง -- ถ้าคิดไม่ออก ตกดึกท่านก็คงต้องลองถามดาวลูกไก่ดู

เจตนาตามแบบอย่างของคานต์ ที่บอกว่าทำความดีด้วยเหตุผลที่ดี(ที่ถูกต้อง)นั้น เป็นเช่นไร 
และเหตุผลที่ถูกต้อง คือ เหตุผลชนิดใด -- เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ศ.แซนเดล ได้ทบทวนหลักศิลธรรมของ คานต์ ดังนี้

Kant’s conception of morality: moral worth of an action depends on motive (do the right thing for the right reason).

แปล:  คุณค่าทางศิลธรรมของการกระทำใด ๆ ก็ดี ขึ้นอยู่กับเจตนา (คือทำสิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงกระทำ ด้วยเหตุุผลที่ถูกที่ควร)

“A good will isn’t good because of what it affects or accomplishes, it’s good in itself. Even if by utmost effort the good will accomplishes nothing it would still shine like a jewel for its own sake, as something which has its full value in itself.”
--Emmanuel Kant

แปล: เจตนาดี ไม่ได้ดีเพราะผลของการกระทำที่จะตามมาจากเจตนานั้น  หรือเพราะผลลัพธ์ที่เจตนานั้นบันดาล  แต่เจตนาดี จะดีอยู่ในตัวของตัวเอง  ถึงแม้ว่า การแสดงเจตนานั้น เมื่อได้ทำถึงที่สุดแล้ว จะไม่ได้เกิดมรรคผลอะไรเลย  แต่เจตนานั้น ก็จะยังเปล่งประกายสุกสว่างได้ด้วยตัวของตัวเอง  ดุจอัญมณีที่มีค่าบริบูรณ์อยู่ในตัว ฉะนั้น  
--เอ็มมานูเอล คานต์

เพชรเม็ดหนึ่งที่อยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้ขึ้นเรือนทำแหวน  เพชรเม็ดนั้นก็ยังแพรวพราวและมีค่าแห่งความเป็นเพชร  ครั้นถูกนำไปขึ้นเรือนทำแหวน เพชรเม็ดนั้นก็ยังคงมีค่าแห่งความเป็นเพชรสมบูรณ์  ครั้นต่อมา ถูกช่างรื้อออกจากแหวน จะนำไปทำเป็นจี้เพชรห้อยคอ  ค่าของเพชรก็ยังบริบูรณ์ทุกประการ

ซึ่ง คานต์ เห็นว่า การกระทำใดจะมีคุณค่าเชิงศิลธรรมได้ (คือ เป็นการกระทำที่ “ดี-มีศิลธรรม”) การกระทำนั้น ใช่ว่าจะต้องอยู่ในครรลองคลองธรรม “conform to the moral law” อย่างเดียว  แต่การกระทำนั้นจะต้องถูกทำลงเพราะผู้กระทำ เห็นแก่ กฎศิลธรรมกฎนั้นด้วย

ไอเดียของคานต์ตรงนี้ก็คือ เจตนา เป็นตัวสร้างคุณค่าเชิงศิลธรรม 

แล้วเจตนาที่จะสามารถประสาทคุณค่าเชิงศิลธรรม ให้กับการกระทำใด ๆ ได้ ก็คือ เจตนาที่ทำตามความสำนึกในหน้าที่ (the motive of duty)

คำว่า “หน้าที่” ถูกสอดเข้ามา ณ จุดนี้

โดยที่ คานต์ เห็นว่า เวลาที่เรา ทำตามความสำนึกในหน้าที่  ได้แก่กระทำลงไปเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำโดยแท้ ๆ อย่างชนิดเนื้อ ๆ  เมื่อนั้น การกระทำของเราจึงจะมีคุณค่าทางศิลธรรม 

ตามความเข้าใจของผู้สรุปภาคภาษาไทย คำว่า  “หน้าที่”  อาจสร้างปัญหาในการทำความเข้าใจแก่ผู้ใช้ภาษาไทยบางท่าน  เพราะ “หน้าที่”  ของ คานต์ ไม่ใช่หน้าที่ราชการงานเมือง หรือหน้าที่การงานในองค์กรธุรกิจภาคเอกชน  กรณีนี้หน้าที่ไม่ใช่ job description  หน้าที่ ของคนมีอยู่หน้าที่เดียว คือ หน้าที่ ๆ จะต้องทำ “ตาม” กฎศิลธรรม และทำ “เพื่อ” กฎศิลธรรม 

ค่อนข้าง วกวน...ผู้สรุปภาษาไทยเริ่มเวียนศีรษะ

เพราะว่า ศิลธรรมคือสิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ -- ในปรัชญาของคานต์และในปรัชญาตะวันตกเพราะฉะนั้น กฎศิลธรรม ก็คือ กฎที่คอยบอกมนุษย์ว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ

ศ.แซนเดล ไม่ได้พูดตรง ๆ ว่า เจตนาที่จะทำตามความสำนึกในหน้าที่  เป็นอย่างไร  แต่ท่านใช้วิธียกอุทาหรณ์ขึ้นมาเทียบ ให้ตัดกันแบบขาว/ดำ  โดยตั้งคำถามว่า สิ่งที่ ตรงข้าม กับเจตนาที่จะทำตามความสำนึกในหน้าที่ เป็นอย่างไร

คำตอบของท่านมีว่า ที่ตรงข้าม กับการกระทำตามเจตนาแห่งความสำนึกในหน้าที่ ก็คือ การกระทำตามเจตนาประการอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ทำตามความโน้มเอียงของจิตใจ หรือกิเลสตัณหา เช่น ความอยากความใคร่ ความต้องการ แรงกระตุ้นทางธรรมชาติ ฯลฯ      

เพื่อแสดงตัวอย่างประกอบให้ข้อคิดแจ่มกระจ่าง คานต์ ยกตัวอย่างเจ้าของร้านค้า ผู้ไม่ฉวยโอกาสทอนเงินขาด ให้กับลูกค้าเซ่อ ๆ คนหนึ่ง  เพราะพ่อค้าเกรงว่า ถ้าการทอนเงินขาดล่วงรู้ เข้าหูลูกค้ารายอื่น ๆ การค้าของเขาจะเสียหาย

ซึ่งตัวอย่างเรื่องนี้ของคานต์ ก็น่าที่จะถูกใจ โดนใจ และกินใจคนไทยหลายคน  เพราะความคิดอ่านสำคัญแนวหนึ่งในเมืองไทย ได้แก่ ความคิดอ่านแบบร้านขายของชำ ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง  เรามาฟัง เอมมานูเอล คานต์ ยกตัวอย่างร้านขายของชำ กันต่อไปจะดีกว่า

ตามกรณีตัวอย่าง คานต์เห็นว่า การกระทำของเจ้าของร้านค้ารายนั้น อันได้แก่ ไม่ทอนเงินขาดเมื่อสบโอกาส  เป็นการกระทำที่ไม่ได้มีคุณค่าทางศิลธรรมแต่ประการใด  เพราะว่า เขาได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควรก็จริงอยู่  แต่เขากระทำลงไปตามเหตุผล ที่ผิดศิลธรรม  

ถ้าจะทำด้วย เหตุผล ที่ถูกศิลธรรม  เขาจะต้องทำลงเพราะการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำโดยแท้ ไม่ใช่ทำการนั้นไปเพราะกลัวผลลัพธ์ด้านภาพลักษณ์ที่จะตามมา

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เหตุที่พ่อค้าร้านชำผู้นั้นไม่ทอนเงินขาด เพราะเขาเล็งถึงผลลัพธ์ว่า การค้าของเขาอาจเสียหายได้  เพราะฉะนั้น คานต์ จึงสรุปว่า การกระทำของเขา เป็นการกระทำที่ ไม่มีคุณค่าทางศิลธรรม

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มัคคุเทศด่วน-สำหรับทัวร์เดี่ยวไปพม่า Quick-guide-for-quick-tour to Burma


1)   ที่ย่างกุ้ง –พระธาตุชะเวดากอง (ชะเว แปลว่า ทอง) –สุวรรณเจดีย์ หรือสุวรรณธาตุ เทียบได้กับ ธาตุพนม หรือธาตุเมืองนคร(ศรีฯ)  เรียกว่าธาตุหรือพระธาตุ เพราะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

บนลานเจดีย์ ศาลาตามทิศต่าง ๆ รอบ ๆ พระเจดีย์ มีประวัติและความเฮี้ยนผิดกัน  จะนั่งสวดมนตร์อธิษฐานที่ศาลาไหน  ต้องสอบถามว่าศาลานั้นเฮี้ยนด้านใด ตรงกับที่เราปรารถนาหรือไม่  หรือประวัติถูกใจเราไหม บนบานอธิษฐานผิดศาลา เสียเวลาเปล่า  พระพุทธรูปหลวงพ่อในศาลาต่าง ๆ ก็มักจะศักดิ์สิทธิ์ “เฉพาะทาง”  

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

j'accuse la BBC (II) วิวาท วิทยุบีบีซี

J’accuse la BBC. (II)

Voici une photo publiée dans le site-web de la BBC, montrée la fameuse Mademoiselle qui, à l’heure actuelle, est de la renommé internationale grâce à son absence complète de distinction, et, à cause de la vulgarité de ses manières ou de son goût, seul Dieu sait; elle a su faire honte à toute une nation et à la DÉMOCRATIE même.

Yingluck Shinawatra has appeared more natural with ordinary Thais than her opponents

My comment on BBC's photo caption: Has Mr.Jonathan Head verified that this is not a Hakka community reunion? Ordinary Thais, who? Has Mr.Jonathan Head done a bit of investigative journalism to see whether this is "ordinary Thais" or Hakka women community?

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

HV5/12 ปรัชญา-ความยุติธรรม-สิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ ตอน 05

สรุปคำบรรยายปรัชญาและปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดย ศ.ไมเคิล แซนเดล
เรื่องความยุติธรรม-สิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ Episode 05/12  

--------------------------------------------------
คำคัดเด็ด ประจำตอนนี้

“ประเด็นที่คอยตีกรอบจำกัดการปกครอง  ที่แม้แต่เสียงข้างมากก็ไม่อาจจะหักล้างได้ คือ อะไร “

----------------------------------------------------


มือปืนรับจ้าง
Episode 05 part 1

ในตอนก่อน ศ.แซนเดล ทิ้งท้ายด้วยเรื่องการปกครองโดยได้รับความยินยอม  ตามความคิดของอาจารย์จอห์น ล็อค ที่เห็นว่า มนุษย์ “ยินยอม” เข้ามาอยู่กันเป็นบ้านเมือง ยอมรับขื่อแปของบ้านเมืองปกครอง  ซึ่งขื่อแปนี้ไม่ใช่กฎธรรมชาติ  และไม่ใช่กฎของพระเจ้า  แต่เป็นกฎของมนุษย์ 

อย่างไรก็ดี คำถามที่ ศ.แซนเดลตั้งทิ้งท้ายไว้ มีว่า  “ประเด็นที่คอยตีกรอบการเมือง จำกัดการปกครอง  ที่แม้แต่เสียงข้างมาก ก็ไม่อาจจะหักล้างได้ คือ อะไร “

กรณี สิทธิในทรัพย์สิน  ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสิทธิตามธรรมชาติ อันมิอาจพรากไปจากมนุษย์ได้ ตามความเห็นของ อาจารย์ จอห์น ล็อค นั้น  ความยินยอมที่จะอยู่ในบ้านเมือง ยอมรับขื่อแปของบ้านเมือง  ก็เท่ากับมนุษย์ยินยอมให้รัฐเก็บภาษีอากร ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ การพรากเอาทรัพย์ไปจากผู้คน  แต่ทั้งนี้ กรอบของกฎหมายภาษีอากรดังกล่าวจะต้อง  บังคับใช้กับทุกคนเสมอหน้ากัน  มิใช่เพ่งเล็งเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ  ตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง  เช่น ออกกฎหมายมาเก็บภาษีเจาะจงเอากับ นายบิล เกต เพื่อนำเงินไปทำสงครามอิรัค เป็นต้น     

สรุปว่า ในตอนก่อน ศ.แซนเดล ตีประเด็นแตกไปแล้วหนึ่งประเด็น คือ เรื่องสิทธิในทรัพย์สิน  ในการบรรยายครั้งนี้  ท่านได้กล่าวต่อไปถึง สิทธิในชีวิต  “The right to life”  กล่าวคือ รัฐจะเกณฑ์ผู้คนเป็นทหารไปรบได้หรือไม่  ในเมื่อมนุษย์เป็นเจ้าของตัวเขาเอง  สิทธิในชีวิตก็เป็นสิทธิหนึ่งในสาม ที่ใครจะพรากไปเสียจากมนุษย์ไม่ได้  ดังนั้น จะถูกหรือไม่ ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ บังคับประชาชนจำนวนหนึ่งว่า พวกคุณจะต้องไปเสี่ยงชีวิตเพื่อรบในอิรัค  

เรื่องนี้ จอห์น ล็อค เห็นว่า “ทำได้และถูกต้อง - ถ้าออกกฎหมายมาบังคับเสมอภาคกัน ถ้วนหน้า”

อาจารย์ แซนเดล ถามความเห็นของนักศึกษา กรณีที่ ถ้ากองทัพสหรัฐฯซึ่งไปรบสงครามอิรัค ขาดแคลนกำลังพล  แล้วมีผู้เสนอแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสามวิธีดังต่อไปนี้  หากนักศึกษาผู้ใดเห็นด้วยกับข้อไหน  ขอใ้ห้ยกมือ

1)   เพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อจูงใจให้คนมาสมัครเป็นทหารจำนวนมากขึ้น 
นักศึกษายกมือ ท่วมท้น
2) เกณท์ทหารด้วยวิธีออกลอตเตอรี  เลขใครออก คนนั้นต้องไปรบ
นักศึกษายกมือ ราวหนึ่งโหล

3) ใช้วิธี outsourcing คือ จ้างคนต่างชาติจากทั่วโลก ไปรบแทน
นักศึกษายกมือ สองสามโหล

ศ. แซนเดลเล่าว่า ในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ  ชายที่ถูกเกณฑ์ทหาร  มีทางเลือกที่จะไม่ต้องไปรบ  เขาสามารถส่งตัวแทนเข้ากองทัพแทนตนได้  

ศ. แซนเดล ถามนักศึกษาว่า นโยบายเช่นนั้นยุติธรรมหรือไม่ นักศึกษาหลายคนเห็นว่า ไม่ยุติธรรม  การอนุญาตให้คนมั่งมี เลี่ยงการเสี่ยงชีวิตรับใช้ชาติ  ด้วยการจ่ายเงินจ้างคนด้อยโอกาส ให้ไปรบแทนตนนั้น เป็นการไม่ยุติธรรม

จึงมีการอภิปรายในชั้นเรียน เกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาจจะแย้งกับ หลักเรื่องความยินยอม  ในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น

  • กองทัพอาสาสมัคร เช่นที่กองทัพสหรัฐฯเป็นอยู่ทุกวันนี้ เข้าข่ายเดียวกันกับกองทัพสมัยสงครามกลางเมือง--ใช่หรือไม่ ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ระบบตลาด เข้ามามีส่วนไม่มากก็น้อย ในการสรรหาคนเข้ากองทัพ

  • การรับราชการทหาร ควรให้ตลาดเป็นผู้กำหนด หรือควรใช้วิธีเกณฑ์ทหาร--เพราะถือว่าเป็นหน้าที่พลเมือง

  • ความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง มีบทบาทอย่างไร  และในฐานะประชาชนพลเมือง คนเรามีพันธะกรณี ที่จะต้องปฏิบัติต่อชาติบ้านเมืองหรือไม่อย่างไร

  • การรับใช้ประเทศชาติ เป็นหน้าที่พลเมือง หรือไม่

  • ถ้า การเป็นทหารรับใช้ประเทศชาติ เป็นหน้าที่พลเมือง ทางฝ่ายผู้นับถือปรัชญาประโยชน์นิยม กับผู้นับถือปรัชญาเสรีนิยม จะสามารถกำหนดภาระความรับผิดชอบต่อหน้าที่นี้ ตามแนวคิดปรัชญาของตน ได้หรือไม่ อย่างไร

ประเด็นปรัชญาประเด็นเหล่านี้ ผู้สรุปภาษาไทยเห็นว่า สำหรับสังคมอเมริกัน การได้ยกขึ้นเป็นประเด็นเพื่อการอภิปราย ก็เป็นการประเทืองสติปัญญาพอแล้ว ข้อสรุปไม่สำคัญสักเท่าใด

หมายเหตุ: เปรียบเทียบกับสถานการณ์ในประเทศไทย — กฎหมายเกณท์ทหารสมัยใหม่ของไทย  ได้แก่ “พระราชบัญญัติเกณท์ทหาร พ.ศ. ๒๔๖๐”  ซึ่งออกมาประมาณ 50 ปี หลังสงครามกลางเมืองอเมริกัน มาตรา ๔ ความตอนหนึ่งว่า

          “ผู้ชายที่เป็นไทยตามความในพระราชบัญญัติสัญชาติ พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ มาตรา ๓  มีหน้าที่ต้องรับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน” 

ให้สังเกตว่า บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ด้วยตนเอง”




ความเป็นแม่ ที่ซื้อขายกันได้
Episode 05 part 2


ศ. แซนเดล พิเคราะห์หลักการตลาดเสรี โดยสาธกปัญหาปัจจุบัน เรื่องตลาดการสืบพันธุ์ --  ธุรกิจการซื้อขายไข่ในรังไข่สตรี กับธุรกิจน้ำเชื้อชาย โดยยกตัวอย่างคดี “ทารก เอ็ม” อันเป็นคดีดังในช่วงกลางทศวรรษที่ 80  คดีดังกล่าวประกอบด้วยทั้งปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาปรัชญา

โดยที่ข้อใหญ่ใจความของคดี อยู่กับปริศนาที่ ว่า “ผู้ใดคือเจ้าของทารก”  กันแน่

เรื่องราวมีดังนี้  เมื่อปี 1985 สตรีชื่อ นางแมรี เบธ ไวท์เฮด ได้ลงนามในสัญญา กับสองสามีภรรยาชาวนิวเจอร์ซี  ตกลงกันว่า นางไวท์เฮดยินยอมทำหน้าที่เป็นแม่อุ้มท้องให้  ทั้งนี้ โดยรับค่าจ้างจำนวน 10,000 ดอลลาร์  โดยที่สองสามีภรรยาผู้ว่าจ้างจะออกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ทั้งหมด  ครั้นทารกคลอดแล้ว ปรากฏว่านางไวท์เฮด เปลี่ยนใจ เธอปรารถนาจะได้ทารกไว้เอง  คดีนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐนิวเจอร์ซี

ศ. แซนเดล ให้นักศึกษายกมือว่า การบังคับคดี ตามสัญญาฉบับนั้น  เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ที่ยุติธรรมหรือไม่  หรือว่าสิ่งที่ถูกที่ควร ที่ยุติธรรม คือ ไม่ควรบังคับสัญญา  แล้วปล่อยให้นางไวท์เฮดได้เป็นเจ้าของทารก  ผลการยกมือปรากฏว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ให้บังคับตามสัญญา คือ ทารกจะต้องตกเป็นของสามีภรรยาผู้ว่าจ้างการอุ้มท้อง

ศ. แซนเดล ขอให้นักศึกษาอภิปราย ว่าทำไมจึงเห็นว่าควรบังคับสัญญา และทำไมจึงเห็นว่าไม่ควรบังคับสัญญา  ซึ่งก็มีนักศึกษาแสดงเหตุผลทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ทั้งนี้โดยอยู่ในกรอบแห่ง - ความยินยอม  เรื่อง - การรู้ข้อมูลอย่างเพียงพอของคู่สัญญา ตลอดจนเรื่อง - ศิลธรรมในการซื้อขายมนุษย์ กับเรื่อง - สิทธิแห่งผู้เป็นแม่

ศาลชั้นต้นรัฐนิวเจอร์ซีตัดสินว่า สัญญาฉบับนี้ย่อมบังคับได้ คู่สัญญาไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจต่อรองสูงกว่ากัน  มีการกำหนดค่าบริการ  และมีการตกลงสัญญากันด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจเหนือ คอยบังคับฝ่ายใด 

ต่อมา คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาัรัฐนิวเจอร์ซี  ศาลฎีกาฯตัดสินกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ว่าสัญญานี้จะบังคับไม่ได้  แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาฯได้มีคำสั่งให้นายสเตอร์น-ผู้เป็นเจ้าของน้ำเชื้อ ได้เป็นผู้ดูแลทารก  เพราะเห็นว่าจะดีแ่ก่ทารกที่สุด  ขณะเดียวกันก็คืนสิทธิแห่งความเป็นแม่ให้แก่นางไวท์เฮด  พร้อมกันนั้น ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาตัดสินปรับรายละเอียดประเด็นอื่นๆ ให้เป็นไปตามนัยนี้       

ศาลฎีกาอ้างเหตุผลสองประการ ที่ตัดสินให้สัญญาเป็นโมฆะ(หมายความว่าบังคับไม่ได้) คือ 1) ผู้เป็นแม่โดยธรรมชาติ ได้ทำสัญญาด้วยความยินยอม โดยที่ไม่รู้ข้อมูลเพียงพอ  กล่าวคือ พันธะแห่งความเป็นแม่ที่มีต่อทารกนั้น ไม่อาจรู้ได้ก่อนทารกเกิด  สัญญานั้นจึงไม่ใช่นิติกรรมที่ทำด้วยใจสมัครเต็มร้อย  2) ศาลฎีกาฯไม่เห็นด้วยกับการนำทารกมาทำเป็นสินค้า  โดยเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวด้วยการซื้อขายทารก หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการขายสิทธิความเป็นแม่  ซึ่งรายการทางการค้าดังกล่าวนี้ มีเจตนาทำกำไร  ศาลเห็นว่าในสังคมที่ศิวิไลซ์ จะมีบางสิ่งบางอย่างที่จะซื้อขายกันไม่ได้

ศ. แซนเดล ชี้ให้เห็นประเด็นจากคดีตัวอย่างว่า “ความยินยอม”  จะไม่สมบูรณ์ได้ด้วยเหตุสองประการ คือ 1) ถ้าบุคคลถูกบังคับให้ยินยอม 2) ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ศ. แซนเดลได้อ้างถึงนักปรัชญายุคปัจจุบัน อะลิซาเบธ แอนเดอสัน  ผู้ได้ศึกษาคดีนี้และทำความเห็นประกอบไว้  เธอเห็นว่าตามสัญญา แรงงานของแม่อุ้มท้องเป็นแรงงานแปลกแยก(alienated labour)  เธอชี้ว่า บางสิ่งบางอย่างไม่ควรถือเป็นสิ่งที่ใช้สอยกันได้ หรือมีไว้เพื่อการค้าทำกำไร  บางสิ่งบางอย่างเหล่านั้นมีวิธีประเมินค่า อันเป็นวิธีการที่แตกต่างจากความคิดคำนึงเรื่องประโยชน์ใช้สอย หรือกำไรขาดทุน  บางสิ่งบางอย่างเหล่านั้นเธอยกตัวอย่างว่า ได้แก่ ความรู้สึกเคารพ ความชื่นชม ความรัก เกียรติศักดิ์ ความรู้สึกทึ่ง ความศักดิ์สิทธิ์  สิ่งเหล่านี้ถ้าหากประเมินด้วยวิธีประเมินประโยชน์ใช้สอยหรือกำไรขาดทุน  เราจะไม่สามารถประเมินสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ 

ศ. แซนเดล กล่าวตอนจบการบรรยายว่า  นักศึกษาจะได้ทำความรู้จักกับวิธีประเมินค่า  ที่ไม่ใช่การประเมินประโยชน์ใช้สอยหรือกำไรขาดทุน  ในคำบรรยายลำดับต่อ ๆ ไป

---------------------------------------------------------------------------------
จบ--สรุปภาษาไทย ตอน:Episode 05/12 "มือปืนรับจ้าง กับ ความเป็นแม่ที่ซื้อขายกันได้"

ชมต้นฉบับวิดิทัศน์ และชมบรรยากาศการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
-สำหรับตอนนี้ เชิญตามลิงก์ครับ

http://www.youtube.com/watch?v=8yT4RZy1t3s

บทสรุปภาษาไทยตอนนี้ ตีพิมพ์แล้วในนิตยสาร MBA ฉบับ Oct-Nov 2014

นั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง ไม่ปลอดภัยอย่างไร? The danger of flying first class.


--เดฟ นาพญา


งานเขียน Travel writing – ดูทินกร จรจิระยง บทนี้ จะเล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆส่วนตัว เกี่ยวกับการโดยสารเครื่องบินไปกับที่นั่งชั้นหนึ่งสองสามครั้งที่เคยนั่งมา

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งเครื่องโบอิง 747 ชั้นหนึ่ง  ขึ้นจากสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว  ปลายทางที่นิวยอร์ค โดยลงที่สนามบินนูวาค ในนิวเจอร์ซีย์  ไม่ได้ลงที่สนามบินจอห์น เอฟ เคนเนดี อันเป็นสนามบินหลักของนิวยอร์ค บนเกาะลอง ไอส์แลนด์

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

HV4/12 แผ่นดินนี้เราจอง กับ ความยินยอมระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน

Episode 04/12 สำนึกในความยุติธรรม-สิ่งที่ถูกที่ควรอันพึงทำ 
---------------------------------------------------
คำคัดเด็ด ประจำตอนนี้

“...อาจารย์ จอห์น ล็อค บอกว่า มนุษย์ ยินยอม(consent)  มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมบ้านสังคมเมือง  มนุษย์ ยินยอม  ยอมรับขื่อแปของบ้านเมือง  เพื่อแลกกับการ “บังคับใช้”  กฎเกณท์  ทั้งนี้ เพราะว่า ในธรรมชาตินั้น  ทุก ๆ คนสามารถ “บังคับใช้”  กฎธรรมชาติกันได้เอง  คนมาลักขโมยข้าวโพดของเรา  เรามีสิทธิตามธรรมชาติที่จะ ฆ่า เขาเสียก็ได้  ทุก ๆ คนมีสิทธิบังคับใช้กฎ  ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า มนุษย์จะบังคับใช้กฎจนเกินเหตุ  เช่น มีคนมาขโมยมันฝรั่งสองหัว เราก็อาจโมโห ฆ่าเขาตาย  เป็นต้น  จึงเกิดเหตุฆ่ากันไปฆ่ากันมา ทำให้ชีวิตในธรรมชาติ ที่ฟังดูอ่อนโยน เอื้อเฟื้อ เมื่อแรกเห็น  ลึก ๆ แล้วเป็นสภาพที่โหดร้าย ไม่มีความมั่นคง และน่ากลัว...” 

---------------------------------------------------

แผ่นดินนี้ เราจอง
Episode 04 part 1

จอห์น ล็อค นักปรัชญาสายเสรีนิยมคนสำคัญอีกคนหนึ่ง  เชื่อว่า บุคคล(หรือปัจเจกชน)มีเอกสิทธิ ส่วนตัวบางอย่างบางประการ ซึ่งสำคัญถึงขั้นเป็น“ขวัญ”  ของคน  อันระบบการปกครองใด ๆ ก็ไม่อาจจะฉวยกระชาก เอาไปเสียจากคนได้  แม้จะเป็นระบอบการปกครอง แบบ “เสียงข้างมาก”  ก็ตาม

เอกสิทธิระดับ “ขวัญ” ดังกล่าวมี 3 ประการ คือ สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในชีวิต  และ สิทธิเสรีภาพ  

สิทธิทั้งสามนี้ติดตัวมนุษย์มา “ตามธรรมชาติ”   อีกนัยหนึ่ง มีอยู่แล้วก่อนที่จะเกิดระบอบการปกครองใด ๆ  และก่อนที่จะมีระบบกฎหมายใด ๆ 

แต่จะกระนั้นก็ดี สิทธิตามธรรมชาติดังกล่าวนั้น อาจารย์จอห์น ล็อค เห็นว่า ก็ยังขึ้นกับ “กฎ”อันมิใช่กฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นกฎธรรมชาติ   ซึ่งบังคับไว้ว่า  เราจะ แยกสิทธิตามธรรมชาติ ออกเสียจากตัวตนของเรามิได้  หรือเราจะไปฉวย ฉกเอาสิทธิตามธรรมชาติของผู้อื่นมาก็ไม่ได้  หรือจะโยกย้ายถ่ายโอนสิทธิของตน ไปให้ผู้อื่นก็ไม่ได้ 

อาจารย์ จอห์น ล็อค (และอาจารย์ โธมัสเจฟเฟอร์สัน -ในลำดับต่อมา)  เห็นว่า  เหตุที่สิทธิตามธรรมชาติ จะพรากจากตนเสียมิได้ นั้น  (= unalienable right ) ก็เพราะว่า

1) พระเจ้าประทานมา  มนุษย์จึงพรากสิทธิออกจากตัว และจะพรากสิทธินั้นออกจากตัวผู้อื่น ไม่ได้  พระเจ้าทรงบุริมสิทธิเหนือมนุษย์ --ประเด็นนี้นั้น ศ. แซนเดล ตั้งคำถามว่า แล้วสำหรับผู้ไม่เชื่อพระเจ้าเล่า  เขาจะสมาทานความคิด เรื่องสิทธิตามธรรมชาติ อันจะพรากจากตนเสียมิได้นี้ ด้วยเหตุผลใด

2) อาจารย์ล็อค เห็นว่า กฎธรรมชาติ ก็คือ “เหตุผล”  ซึ่งเหตุผลสอนว่า คนเราเสมอ
ภาคกันและเป็นอิสระจากกัน  เพราะฉะนั้น เราจะไปเบียดเบียนผู้อื่นในเรื่องชีวิต สุขภาพ อิสรภาพ และทรัพย์สิน ไม่ได้  ถ้าไปเบียดเบียนกันในเรื่องเหล่านี้ได้  ก็จะกลายเป็นว่า  คนเกิดมาไม่เสมอภาคกัน และไม่เป็นอิสระแก่กัน 

อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกต ที่พิศดารอยู่ 2 ประการ  เกี่ยวกับลักษณะของสิทธิดังกล่าว  คือ

  1. ที่ว่าพิศดารประการแรก  คือ สิทธิตามธรรมชาติ ในความเห็นของอาจารย์จอห์นล็อค 
มีลักษณะ “จำกัดสิทธิอยู่ในที”  กล่าวคือ ใช่ว่าเราจะทำอะไรกับสิทธิได้ตามอำเภอใจ  จึงดูราวกับว่าสิทธินั้น จะไม่ได้เป็นของเราโดยสมบูรณ์  เนื่องจาก จะย้ายถ่ายโอนไปจากตนมิได้  สิทธิดังกล่าวจึงมีลักษณะคล้าย ตั๋วเครื่องบิน  ซึ่ง จำกัดสิทธิ  มากกว่าตั๋วรถไฟ  เพราะตั๋วรถไฟ เราจะยกให้เพื่อนก็ได้  หรือขายให้ผู้อื่นก็ได้  หรือเราทำตั๋วหล่นหาย  ผู้ที่เก็บตั๋วได้ เขาจะนำไปใช้เดินทางก็ได้  แต่ตั๋วเครื่องบิน เขาออกให้เฉพาะตัวเราเท่านั้น  ผู้อื่นจะถือตั๋วใบนั้นไปขึ้นเครื่อง ไม่ได้

  1. ที่ว่าพิสดารประการที่สอง ก็คือ มองอีกแง่หนึ่ง ลักษณะที่ใครจะ พรากสิทธิตาม
ธรรมชาติ ออกเสียจากตัวตนของเรามิได้  นั้น  ศ.แซนเดล กล่าวว่า มองอีกแง่หนึ่งยิ่งทำให้สิทธิดังกล่าว(ตั๋วเครื่องบิน) เป็นของเราเหนียวแน่นขึ้นอีก  และ อาจารย์ ล็อค ท่านคงจะเห็นตามมุมมองนี้ คือ ท่านไม่เห็นว่า การพรากจากตนไม่ได้ เป็นการจำกัดสิทธิ  แต่กลับเห็นเป็นการ ยืนยันสิทธิ  เหนียวแน่นขึ้นอีก

ดังที่ โธมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้เป็นที่นับถือกันว่า เป็นบิดาผู้หนึ่ง ในกลุ่มผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ(founding fathers)  และเป็นนักคิด ผู้ยกร่างคำประกาศอิสรภาพ   ได้ยืมความคิดอาจารย์จอห์น ล็อค  เรื่องสิทธิตามธรรมชาติ ที่จะพรากออกเสียจากตัวตนของเรามิได้  มาเป็นเครื่องมือทางความคิด ก่อตั้งประเทศ โดยบัญญัติไว้ในคำประกาศอิสรภาพ สหรัฐอเมริกา ว่า

“เราถือว่า ข้อความจริงต่อไปนี้ชัดแจ้งอยู่ในตัว กล่าวคือ มนุษย์ทั้งหลายถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสมอภาค  พระผู้สร้างได้ประทานสิทธิ อันจะแยกออกเสียจากตัวคนมิได้ มาบางประการ อาทิเช่น สิทธิในชีวิต สิทธิเสรีภาพ และสิทธิที่จะแสวงสุข”

-ทั้งนี้โดย โธมัส เจฟเฟอร์สัน ได้เปลี่ยน “ทรัพยสิทธิ”  ของ จอห์น ล็อค มาเป็น “สิทธิที่จะแสวงสุข” =the persuit of happiness

สิทธิในชีวิต และ สิทธิเสรีภาพ น่าจะพอเข้าใจกันได้ ไม่มากก็น้อย  เหลือแต่เรื่อง สิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอาจารย์ ล็อค บอกว่า เป็นสิทธิที่มีติดตัวมนุษย์อยู่ในธรรมชาติ  ไม่ได้เพิ่งจะมาก่อตั้งสิทธิกันในเวลาที่คนเข้ามาอยู่เป็นบ้านเมือง มีระบบกฎหมายแล้ว ซะเมื่อไหร่   

ท่านอ้างเหตุผลว่า ด้วยเหตุที่ เราเป็นเจ้าของตัวเราเอง  เพราะฉะนั้น หยาดเหงื่อแรงงาน น้ำพักน้ำแรงของเรา ที่ไปเจือสมอยู่กับสิ่งใด  สิ่งนั้นก็เป็นของเรา  รวมทั้งการคราดไถพลิกฟื้นที่ดินว่างเปล่า  ไปทำไร่ข้าวโพดหรือไร่มันฝรั่ง  หรือไปล้อมรั้ว  ที่ดินนั้นก็เป็นของเรา 

ซึ่งประเด็นนี้มีผู้วิจารณ์กันว่า  เป็นปรัชญาที่คิดขึ้นมา หาเหตุผลสนับสนุน การครอบครองแผ่นดินโลกใหม่(ทวีปอเมริกา)ของพวกฝรั่ง

ศ. แซนเดล สรุปการบรรยายครั้งนี้  ด้วยการตั้งคำถามว่า “สิทธิตามธรรมชาติ ได้รับความกระทบกระเทือนประการใด หรือไม่  เมื่อเรายินยอมเข้ามาอยู่ในสังคม  แล้วเรายอมอยู่ใต้บังคับของระบบกฎหมายบ้านเมือง”  (ซึ่งเป็น กฎที่มนุษย์สร้างขึ้น มิใช่กฎธรรมชาติ และไม่ใช่กฎของพระเจ้า)

และท่านตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ว่า สิทธิตามธรรมชาติทั้งสามประการนี้  คือ สิ่งที่คอยตีกรอบ กำหนดขอบเขต อำนาจการปกครองของรัฐบาล  ปรัชญาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของ จอห์น ล็อค  หรือ “อำนาจรัฐ”  ของ จอห์น ล็อค  สร้างขึ้นจากสิทธิพื้นฐานตามธรรมชาติทั้งสาม อันจะพรากไปเสียมิได้ จากตัวมนุษย์ (the Unalienable Right)


ความยินยอม ในระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน
Episode 04 part 2

องค์ประกอบ ของแนวความคิดหลัก ในเรื่องการเมืองของอาจารย์ จอห์น ล็อค มีอยู่สองประการ  คือ ประการที่ 1) เรื่องสิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในชีวิต และสิทธิเสรีภาพ  ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ที่ไม่อาจพรากไปได้จากคน  และประการที่ 2) เรื่องความยินยอม ในระหว่างคนโต ๆ ด้วยกันแล้ว -  consenting adults

ก็ในเมื่อ เรามีสิทธิตามธรรมชาติ  ซึ่งกฎธรรมชาติระบุว่า ผู้ใดจะพรากสิทธินั้น จากเราไปไม่ได้ คือ สิทธิในชีวิต สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิเสรีภาพ  ฉะนี้แล้ว และในเมื่อเราก็อยู่กันตามธรรมชาติ และอยู่กับกฎธรรมชาติดี ๆ อยู่แล้ว  ทำไมเล่า มนษย์จึงเข้ามาอยู่ในบ้านในเมือง  ซึ่งมีขื่อแป มีกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นกฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่กฎธรรมชาติ  ทำไมเราจึงยินยอมให้ขื่อแปของบ้านเมือง  คอยกำกับควบคุม ความเป็น ความอยู่ และการอยู่ร่วมกัน  ซึ่งกฎหมายบ้านเมืองนั้น  อาจกระทบกระเทือน สิทธิตามธรรมชาติของเรา

[ หมายเหตุขนาดยาวของผู้เขียนสรุปภาษาไทย – นานมาแล้ว ครั้งแรก ๆ ที่ได้ยินแนวคิดเรื่อง “กฎธรรมชาติ” ของอาจารย์ จอห์น ล็อค  ผู้เขียนก็จะพยายามจินตนาการ ตามประสาผู้ยังอ่อนประสบการณ์ และอ่อนข้อมูล  ว่า อาจารย์ จอห์น ล็อค  ท่านบรรยายความเป็นไปในประเทศอังกฤษ  เพราะว่า ท่านเป็นคนอังกฤษ  เวลาท่านพูดถึงทรัพย์ อันเกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของเรา ไปเจือสมกับสิ่งใด รวมทั้งการทำไร่ทำนา หรือการหักร้างถางพง  กระทั่งที่สำคัญคือการล้อมรั้วที่ดิน ซึ่งก็ทำให้ที่ดินนั้นกลายเป็นของเรา  ผู้เขียนก็จะพยายามจินตนาการ ให้แลเห็นที่ดินในหุบเขาแม่น้ำเธมส์  ที่เรียกว่า Thames river valley ในประเทศอังกฤษ  แต่ความเล็กของเกาะอังกฤษ ประกอบกับความที่เกาะอังกฤษ มีคนอยู่อาศัยกันมากมานานแล้ว  จินตนาการเรื่องกฎธรรมชาติก็ดี เรื่องการล้อมรั้วแล้วได้สิทธิครอบครองที่ดินก็ดี  สำหรับผู้เขียนยังพร่ามัว ไม่ชัดเจน ไม่ลงตัว มองไม่เห็นว่าจะไปล้อมรั้วแล้วถือสิทธิครอบครองที่ดิน ที่ไหนได้ ในเมื่อคนอยู่กันเต็มไปหมด  และทำให้ไม่ค่อยเข้าใจความคิดเรื่องนี้ของ อาจารย์ จอห์น ล็อค  ว่าเกิดขึ้น และพัฒนาขึ้นมา ได้อย่างไร

ครั้นได้ฟังคำบรรยายของ ศ. แซนเดล  มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  จึงทราบว่า ทั้งหมดทั้งนั้น  ท่านอาจารย์ จอห์น ล็อค ท่านใช้โลกใหม่ คืออเมริกา เป็นฉากหลังให้กับปรัชญาการเมืองของท่าน  เพราะว่า ท่านได้รับแต่งตั้งจากทางการอังกฤษ ให้เป็นผู้บริหารดินแดนอาณานิคมแห่งหนึ่งในอเมริกา ในยุคที่ฝรั่งในอเมริกา เริ่มทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงดินแดน กับพวกอินเดียแดง

ความเข้าใจที่ชัดแจ้งขึ้นของผู้เขียน ก็เกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้ กฎธรรมชาติ คือ กฎที่บรรยายสภาพดั้งเดิมในโลกใหม่ อันได้แก่ทวีปอเมริกา  การทำไร่ข้าวโพดหรือไร่มันฝรั่ง ก็ล้วนเป็นพืชพื้นเมืองในทวีปอเมริกา  อาจารย์ จอห์น ล็อค ท่านกำลังพยายามหาความชอบธรรม ให้กับการเข้าไปครอบครองพื้นที่ ที่ดินในอเมริกา ของพวกฝรั่ง  ข้อสรุปในลักษณะเช่นนี้ ก็ปรากฏอยู่ในคำบรรยายของ ศ.แซนเดล ด้วย—ไม่ใช่ผู้เขียนคำสรุปภาษาไทย เข้าใจอยู่เองแต่ผู้เดียว]         

อาจารย์ จอห์น ล็อค อธิบายว่า มนุษย์ ยินยอม(consent)  มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมบ้านสังคมเมือง  มนุษย์ ยินยอม  ยอมรับขื่อแปของบ้านเมือง  เพื่อแลกกับการ “บังคับใช้”  กฎเกณท์  ทั้งนี้ เพราะว่า ในธรรมชาตินั้น  ทุก ๆ คนสามารถ “บังคับใช้”  กฎธรรมชาติกันได้เอง  คนมาลักขโมยข้าวโพดของเรา  เรามีสิทธิตามธรรมชาติที่จะ ฆ่า เขาเสียก็ได้  ทุก ๆ คนมีสิทธิบังคับใช้กฎ  ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า มนุษย์จะบังคับใช้กฎจนเกินเหตุ  เช่น มีคนมาขโมยมันฝรั่งสองหัว เราก็อาจโมโห ฆ่าเขาตาย  เป็นต้น  จึงเกิดเหตุฆ่ากันไปฆ่ากันมา ทำให้ชีวิตในธรรมชาติ ที่ฟังดูอ่อนโยน เอื้อเฟื้อเมื่อแรกเห็น  ลึก ๆ ลงไปแล้วเป็นสภาพที่โหดร้าย ไม่มีความมั่นคง และน่ากลัว  [ถึงช่วงนี้  เราอาจจินตนาการเห็น สภาพอเมริกาดั้งเดิม เห็นพวกอินเดียแดงฆ่าล้างเผ่า แย่งฝักข้าวโพดกัน หรืออะไรเว่อ ๆ ทำนองนั้น  อันเป็นสภาพที่กฎหมายบ้านเมือง ไม่มี—ผู้เขียนสรุปภาษาไทย]   

เมื่อมนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นบ้านเมือง  มนุษย์ก็มีระบบความยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ศาลสถิตยุติธรรม และอ.บ.ต. มาคอยบังคับใช้กฎ(หมาย)ให้  มนุษย์ไม่ต้องเสี่ยง เปลืองตัว บังคับใช้กฎเอง  เช่น เราเป็นความกับเพื่อนบ้าน คดีคอมพ์ เราชนะคดี  กรมบังคับคดีก็ไปยึดคอมพ์ในบ้านเพื่อนบ้าน มาให้เรา  เราไม่ต้องเสี่ยงภัย ลุยเข้าไปในบ้านเขา เพื่อยึดคอมพ์ เสียเอง

แต่ รัฐจะเรียกเก็บภาษีจากเรา  โดยอ้างกฎหมายภาษีอากร ที่ผู้แทนเสียงข้างมากลงมติเห็นชอบ  มาบังคับใช้กับเราได้แน่หรือ?  จะมิใช่เป็นการบังคับ เรียกเอาทรัพย์ จากคนบางคน หมายถึงคนในฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยที่บุคคลนั้น มิได้ ยินยอม ละหรือ  เพราะว่า สิทธิตามธรรมชาติ  อันมิอาจจะพรากจากตัวได้ ยังคงติดตัวมนุษย์มา  แม้มาอยู่ร่วมกันเป็นบ้านเมืองแล้ว  แล้วกฎหมายออกโดยฝ่ายเสียงข้างมาก จะมาพรากทรัพย์ ไปจากเราได้หรือ

ล็อค ตอบคำถามนี้ว่า เมื่อเรา ยินยอม  อยู่อาศัยในสังคมใด หรือในบ้านเมืองใด ก็เท่ากับว่าเราได้ ยินยอม โดยนัย ที่จะเชื่อฟังกฎหมายภาษีอากร อันฝ่ายเสียงข้างมาก เห็นชอบให้บังคับใช้  เพราะฉะนั้น การเรียกเก็บภาษี จึงชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักสิทธิตามธรรมชาติเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน  ตราบเท่าที่กฎหมายดังกล่าวนั้น ออกมาตามกระบวนการอันบริสุทธิ์ยุติธรรม  และออกมาบังคับใช้กับทุกคนเสมอหน้ากัน  มิใช่เพ่งเล็ง เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  เป็นการเฉพาะตัว(to single out)

ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในชีวิต ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อกฎหมายออกมาเกณฑ์คนไปรบ  ซึ่งคนอาจสูญเสียชีวิตได้  แต่ถ้าบังคับใช้เสมอหน้ากัน  มิใช่เพ่งเล็งคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ –to single out- ก็ถือว่า ชอบด้วยแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติ แล้ว 

แต่ ข้อปรัชญาของอาจารย์ จอห์น ล็อค แอนตี้กฎหมายที่แม้จะออกโดยเสียงข้างมาก  แต่เพ่งเล็งไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเฉพาะตัว(to single out)  เช่น ออกกฎหมายเสียงข้างมาก ไปเรียกเก็บภาษีจาก นายบิลล์ เกต เพื่อนำเงินไปทำสงครามในอิรัค เป็นต้น   

อาจารย์ แซนเดล  ทิ้งท้ายคำบรรยายว่า  ในครั้งต่อไป ท่านจะพูดเรื่อง ความยินยอม ในการซื้อขาย  อีกนัยหนึ่ง ความยินยอมในตลาดการค้า

---------------------------------------------------------------------------------
จบ--สรุปภาษาไทย ตอน: Episode 04/12 "แผ่นดินนี้เราจอง  กับ ความยินยอมระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน"

ชมต้นฉบับวิดิทัศน์ และชมบรรยากาศการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและในโลก สำหรับตอนนี้ เชิญตามลิงก์ครับ

บทสรุปภาษาไทยตอนนี้ ตีพิมพ์แล้วในนิตยสาร MBA ฉบับ Sept-Oct 2014