open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562

ที่โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ - ประสบการณ์ของผู้ป่วยคนหนึ่ง


ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 7 อาคารหมอพร โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อันเป็นชั้นที่ถูกจัดไว้เป็นพื้นที่พักของผู้ป่วยสามัญ(ชาย)ทั้งชั้น จัดไว้เป็นห้องโถงโล่งตลอด หมายความว่าไม่มีผู้ป่วยที่อยู่ห้องพิเศษอยู่บนชั้นนี้ ผู้เขียนจะมาพักรอการผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ (วันหนึ่งตอนปลายเดือนเมษายน 2562) และจะนอนพักฟื้นดูอาการหลังการผ่าตัดอยู่ที่นั่น ในฐานะผู้ป่วยสามัญกับเขาผู้หนึ่ง ผู้เขียนใช้สิทธิการรักษาพยาบาลตามระบบประกันสังคม อันเป็นระบบที่ประสงค์อยากให้มีขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งผู้เขียนยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อน ๆ นักศึกษารุ่นเดียวกันหลายคน เป็นพยานได้





เพราะผู้ป่วยมีจำนวนมาก ห้องโถงที่พักรองรับได้ไม่พอ เตียงผู้ป่วยจึงต้องล้นออกมาอยู่หน้าลิฟต์ ซึ่งมีเตียงผู้ป่วยวางอยู่แปดเตียง เรื่องความหนาแน่นของโรงพยาบาลหลวงแห่งนี้นั้น ผู้เขียนเคยได้ยินมาก่อน และไม่รู้สึกประหลาดใจแต่ประการใด เมื่อได้มาเห็นกับตา

ข้อเขียนเรื่องนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ ที่ได้ประสบพบเห็นด้วยตนเอง รับรู้ด้วยอายตนะทั้งหก หูตาจมูกลิ้นกายใจ ได้พยายามที่จะไม่เจือสมความชอบ-ไม่ชอบ ความเห็นว่าดี-เห็นว่าไม่ดี อันเป็นความเห็นส่วนตัว  แต่กระนั้น ผู้เขียนก็เป็นสามัญมนุษย์ ปุถุชนคนธรรมดา ไม่ใช่พระโสดาบัน อคติคงจะมีปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ต้องขออภัยท่านที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า

ผู้เขียนเดินตามช่องว่างระหว่างเตียงผู้ป่วยหน้าลิฟต์ เพื่อเลี้ยวเข้าห้องโถงที่พักผู้ป่วย อันเป็นพื้นที่หลักของชั้นนั้น ซึ่งมีที่ทำงานของเจ้าหน้าที่กันไว้เฉพาะ หลังจากยื่นเอกสารแล้วพยาบาลหรือบุคลากรในกลุ่มพยาบาลคนหนึ่ง นำผู้เขียนออกจากห้องโถงที่มีผู้ป่วยนอนอยู่เต็ม กลับออกมายังเตียงว่างหน้าลิฟต์เตียงหนึ่ง เธอตบมือลงกับที่นอนแล้วบอกผู้เขียนว่า “อยู่ข้างนอกนี่แหละ สบายดี”

ผู้เขียนรับปากว่า “ครับ ๆ ขอบคุณครับ” แล้วจัดแจงเก็บเป้เข้าไว้ในตู้เล็กที่ข้างหัวเตียงผู้ป่วย เปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมเสื้อผ้าโรงพยาบาล รื้ออุปกรณ์ในเป้ที่เตรียมมา มี แท็บเล็ต(เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก) สายชาร์จแท็บเล็ตและชาร์จโทรศัพท์ สบู่ยาสีฟัน เป็นอาทิ ออกมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งมีถาดที่มีโถน้ำดื่มกับแก้วปลาสติคของโรงพยาบาล วางไว้ให้

จัดแจงแล้วเสร็จผู้เขียนก็ขึ้นเอนหลังลงนอน มองไปเตียงซ้ายมือเห็นผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก จึงถามมารดาที่เฝ้าไข้ ทราบว่าอยู่ชั้นประถมสาม ขวามือเป็นผู้ใหญ่ทักทายแล้วได้ความว่า มาผ่าใส้ติ่ง ช่วงนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย แดดส่องผ่านหน้าต่างกระจก สาดลงบนเตียงผู้เขียนพอดี อบอุ่นครับอบอุ่น ได้รับความอบอุ่นอย่างแรง จากแสงแดดปักษ์ใต้ ยามบ่ายเดือนเมษายน ก็ลองคิดดูแล้วกัน แต่โดยสรุปก็รู้สึกสบายดีทุกอย่าง ตามที่พยาบาลบอก ไม่มีอะไรจะต้องบ่น คุณบ่นพระอาทิตย์ได้หรือ นี่แนะดวงตะวันหรี่แสงลงหน่อยเด่ะ - บ่นได้หรือ?

มองไปด้านเหนือศีรษะ(เขียนคำนี้เพื่อเลี่ยงคำว่า หัวนอน เพราะ หัวนอน ในภาษาใต้หมายถึง ทิศใต้) ซึ่งเป็นทิศตะวันตก - ความประโยคก่อนซับซ้อนนะ มันมีคำว่า เหนือ คำว่า ตะวันตก  ทั้งนี้โดยแฝงคำว่า หัวนอน กับคำว่า ทิศใต้ อยู่ด้วย  คงจะมีแต่คนรู้ภาษาใต้เท่านั้นที่เขียนประโยคนั้นได้ ซึ่งมีทิศแฝงอยู่ถึงสามทิศ อ่านแล้วมีสิทธิงงฉิบหายเลย ไม่รู้ว่ากำลังจะชี้ไปทิศไหน – ทาง ปละตก  ภาษาใต้แปลว่า ทิศตะวันตก จะแลเห็นทิวเขายาวเหยียดเป็นพืดโดยตลอด ในแนวเหนือ-ใต้ ทิวเขานั้นแม้จะอยู่ไกลมาก แต่ก็แลเห็นได้ว่าซ้อนเหลื่อมกันอย่างสลับซับซ้อน ไม่ได้มีทิวเดียว สันเขาอันทอดทาบขอบฟ้ายาวเหยียดไร้ช่องว่างนั้น คือที่กั้นแดนระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง และเป็นขุนเขาอันเป็นแกนของคาบสมุทร์ ที่ตั้งของภาคใต้ของประเทศไทย

สรุปได้ว่า นอนอยู่หน้าลิฟต์ วิวดีครับวิวดี ซึ่งญาติโยมที่นอนครางฮือ ๆ ร่วมร้อยชีวิตอยู่ด้านใน ในห้องโถงโรงนอนของคนไข้สามัญ ล้วนแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ชมวิวงาม ๆ อย่างนั้น - เสียใจด้วยนะพวก คนเรามันวาสนาไม่เท่ากัน ที่วาสนาดีก็มี ที่วาสนาไม่ค่อยจะดีก็มี

[ยังมีต่อ.....]


แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ ผู้เขียนต้องเดินเข้าไปในห้องโถงโรงนอน เดินไปตามทางที่ใช้แบ่งเขต ระหว่างเขตที่กันไว้เป็นสำนักงานแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ อยู่ทางซ้ายมือ กับเขตผู้ป่วยอยู่ทางขวามือ พื้นที่สำหรับคนไข้แบ่งเป็นล็อค ๆ จัดล็อคตามสภาพอาการป่วยไข้ เช่น ผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยกึ่งหนัก ผู้ป่วยเฝ้าระวัง เป็นต้น ชื่อเหล่านี้ผู้เขียนอาจจำไม่ได้อย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ในแต่ละล็อค มีเตียงผู้ป่วยวางเป็นแถว ล็อคละสองแถว มีช่องทางเดินและเพื่อการพยาบาลอยู่ตรงกลาง สรุปว่า ทางเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ปลายสุดนั้น ด้านซ้ายมือเป็นเขตที่ทำการของเจ้าหน้าที่ ด้านขวามือแบ่งแดนพื้นที่ผู้ป่วยไว้เป็นล็อค ๆ

เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำ ผู้เขียนจะเดินอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว สายตาเหลือบลงมองพื้นทางเดิน จะไม่พยายามมองเข้าไปตามล็อคที่วางเตียงคนไข้ เพราะไม่อยากรู้ อยากดู อยากเห็นอะไรที่นั่น เพราะคิดว่าเต็มไปด้วยความทุกข์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ไม่อยากจะดูหรอก ตัวเองก็เป็นผู้ป่วยคนหนึ่งเหมือนกัน อย่างไรก็ดี บางทีก็อดไม่ได้ที่สายตาจะเหลือบแลไปในนั้น แต่ก็สามารถควบคุมสติอารมณ์ได้ ไม่ให้สายตาโฟกัสลงบนใบหน้าผู้ใดเลย ไม่ต้องการจะจดจำหน้าใครทั้งนั้น เรื่องนี้สามารถทำสำเร็จ จนบัดนี้นึกหน้าเพื่อนผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ออกเลยสักคน แม้แต่สภาพของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้โฟกัสไปเห็น ยกเว้นรายเดียวที่อยู่ริมทางเดิน รายนี้อดไม่ได้ที่จะต้องมอง และ.....โฟกัส

ครั้งแรก ผู้เขียนแปลกใจว่า ทำไมคนไข้บนเตียงนั้นตัวสั้นเพียงครึ่งที่นอน เป็นคนไข้เด็กหรืออย่างไร กวาดสายตาดูผาด ๆ ไม่ใช่เด็ก ลักษณะเป็นผู้ใหญ่ แต่สงสัยว่าทำไมตัวสั้นแค่ครึ่งเตียง ปรากฏว่า เขาถูกตัดขาทั้งสองข้าง เข้าใจว่าน่าจะถูกตัดเลยหัวเข่าขึ้นมา ตัวทั้งตัวจึงดูเสมือนเหลือครึ่งเดียว – เฉพาะร่างกายท่อนบน ผู้เขียนทำตามัวให้แลไม่เห็นหน้าเขา จึงจำหน้าเขาไม่ได้ และประมาณอายุไม่ถูก

เรื่องการใช้ห้องน้ำนั้น ในวันต่อมาผู้เขียนได้รู้ว่าตอนเช้าการจราจรหนาแน่น ต้องยืนรอห้องว่าง จึงพยายามเลี่ยงเวลาดังกล่าว ด้วยการไปให้เช้าขึ้นหรือรอให้สายหน่อย ก็ได้ใช้ห้องน้ำที่โล่งและว่าง ห้องน้ำของเขาแบ่งเป็นห้องอาบน้ำอย่างเดียวสองหรือสามห้อง เป็นห้องส้วมอีกสองหรือสามห้อง กับมีบริเวณอ่างล้างหน้าติดกับผนังด้านหนึ่ง ห้องทั้งห้องใหญ่โตกว้างขวาง ไม่ได้คับแคบน่าอึดอัดแต่ประการใดเลย

กลับมาที่เตียงผู้ป่วย อันเป็นที่สถิตของตัวเอง ในโลกอันกว้างใหญ่ของผู้ป่วยสามัญ ซึ่งกินเนื้อที่ชั้นเจ็ดทั้งชั้น ผู้เขียนรื้อเอาสายหูฟังมาเสียบเข้ากับเครื่องแท็บเล็ต เพื่อไม่ให้เสียงดังออกไปรบกวนผู้ป่วยคนอื่น เครื่องคอมฯชนิดแท็บเล็ตนั้น หนังตะลุงน้องเดียว(ตาบอด)ซึ่งเป็นหนังดังที่สุดในภาคใต้ทุกวันนี้ เคยนำมาเรียกล้อเป็นสำเนียงภาษาใต้ว่าเครื่อง ถับ-แหล็ด ซึ่งสร้างความตลกขบขันแก่ผู้ชม เพราะมีความหมายแปลได้ว่า นั่งทับลูกอัณฑะของตัวเอง              

เครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดนั่งทับลูกอัณฑะของตัวเอง หรือเครื่องถับ-แหล็ดเครื่องนี้ - มิตรที่แสนดีที่กรุงเทพฯ คุณสุรพล-คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ ให้กะตังไปซื้อ พร้อมกับให้เงินซื้อแล็บท็อปเครื่องหนึ่งด้วย ที่จริงขอไปว่า ขอเครื่องคอมฯวางตักชนิดมือสองสักเครื่องหนึ่งเถอะ ท่านก็ดุเอาว่า ไม่ต้องหรอก - ไปซื้อเครื่องใหม่เลยดีกว่า  ขอขอบพระคุณทั้งสองท่าน

[ยังมีต่อ.....]



ผู้เขียนเตรียมตัวมานอนโรงพยาบาล ด้วยการเสาะหาสะสม รายการยูทูบและพ็อดคาสต์สองสามประเภทที่ชอบชมและฟัง เก็บไว้ในเม็มมอรีการ์ดของแท็บเล็ต งานนี้ทำล่วงหน้าหลายวัน เช่นหารายการประเภทสุขภาพกายและใจ รายการเกี่ยวกับวรรณกรรมและชีวิต ตลอดจนรายการประเภท “self-help” ที่ฟังแล้วชอบ

หลวงวิจิตรวาทการ เป็นคนแรกที่นำงานประเภท “self-help” แบบตะวันตก เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ทุกวันนี้นั้นบรรดาบรมครู “self-help” ทั้งหลายในตะวันตก ซึ่งส่วนมากอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในฝรั่งเศสก็พอมีบ้าง ท่านจะมีเว็บไซด์หรือช่องยูทูบ เผยแพร่วีดีโอฟรี หรือให้ดาวน์โหลดโดยต้องจ่ายสตางค์

ราชาของครู “selp-help”ในสหรัฐฯ คือนายโทนี โรบิน ถึงแม้ผู้เขียนจะฟังครูคนนี้แล้วไม่ติดใจ แต่ก็ทึ่งในความมีชื่อเสียงของแก กะประมาณเอาเองว่าแกน่าจะสร้างทรัพย์สินจากงานนี้ ขึ้นมาได้นับร้อยล้านดอลลาร์ หรืออาจจะเป็นพันล้านดอลลาร์ก็ได้ใครจะรู้ เพราะเคยได้ฟังอาจารย์ “self-help” คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของ นายโทนี โรบิน เปิดเผยว่า ตนหาเงินจากงานนี้ได้สามสิบห้าล้านดอลลาร์

อาจารย์ด้านนี้ที่ผู้เขียนชอบใจ เป็นคนอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย คนหนุ่มหัวล้านเหน่ง แม้เคยคิดจะเลิกฟังแกหลายหนแล้ว เพราะเห็นว่าบางทีแกงี่เง่า ประสาท เพี้ยน ๆ เสียสติ ซึ่งตัวแกเองก็ยอมรับว่าตนเป็นอย่างนั้น แต่ผู้เขียนก็ยังคงเสพติด เลิกฟังไม่สำเร็จ ครั้นจะมาเข้าโรงพยาบาลก็ได้โหลดรายการของแกนับสิบ ๆ รายการไว้ในแท็บเล็ต ท่านใดสนใจงานเชิง self-help ของอาจารย์ลีโอ ผู้นี้ คลิกเยือนเว็บของท่านได้ที่ Actualized.org

รายการเกี่ยวกับวรรณกรรมและชีวิต โหลดมาจากเว็บของสถานีวิทยุบีบีซี - คือรายการ World Book Club และจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด - คือรายการ the Entitled Opinion และจากแหล่งอื่น ๆ  ส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ ก็โหลดรายการเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพประจำตัว และเรื่องการอยู่ดีกินดี(well-being)โดยทั่วไป ตลอดจนรายการช่วยทำสมาธิ กับเทดทอล์คอันโด่งดังทั่วโลก ที่มีแผนกสุขภาพเป็นภาษาอังกฤษอยู่ใน iTunes ชื่อ TEDtalk Health ซึ่งน่าฟัง และมีเวอร์ชันฝรั่งเศสด้วย ชื่อ TEDtalk Santé

นอนฟังแท็บเล็ตเพลิน ๆ สาวที่มาเฝ้าไข้คุณพ่ออยู่เตียงข้าง ๆ เอ่ยถามผู้เขียนว่า น้า ๆ คนเฝ้าไข้ อยู่ไหนอ่ะ?

ดูสิ - เธอไม่สนใจคนไข้ เธอกลับสนใจคนเฝ้าไข้ อันหมายถึงผู้ดูแลผู้ป่วย ซึ่งทางโรงพยาบาลอนุญาตให้มานอนเฝ้าไข้ได้รายละหนึ่งคน ผู้เขียนไม่ได้ขอร้องให้ใครมาอยู่เป็นเพื่อน เพราะเห็นว่าสำหรับงานนี้ยังพึ่งตัวเองได้อยู่ ถ้าเป็นกรณีผ่าตัดใหญ่ประเภท “งานเข้า” ก็เคยให้ญาติมาเฝ้า

ผู้เขียนได้ตอบกลับไปว่า คนเฝ้าไข้ไม่มีหรอกครับ นอนเฝ้าตัวเอง!

เธออึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเป็นทำนองชมเปาะ ว่า เก่งนะ

ผู้เขียนไม่รับหรือปฏิเสธ ปล่อยการสนทนาทิ้งค้างไว้แค่นั้น - ให้เป็นปริศนา สุดแล้วแต่คู่สนทนาจะคิดเอาเองว่า เก่ง-ไม่เก่ง

จริง ๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ได้เก่งกาจสามารถอะไรเลย เพราะเวลาจำเป็นจริง ๆ ก็จะร้องโอดโอยให้คนช่วยมั่วหมด และการสร้างปริศนาครั้งนี้ก็ไม่ได้ต้องการโอ่อย่างแยบยลเพื่อ อวดเก่ง  เพียงแต่ประสงค์จะ กวนตีน คู่สนทนาเล่นนิดหน่อย แก้เซ็ง เท่านั้นเอง – ตามนิสัยหรือความเคยชิน (โปรดอย่าใช้คำว่า สันดาน กับผู้เขียนนะครับ ขออภัย - ประเดี๋ยวท่านจะหยาบโดยไม่ได้ตั้งใจ)

[ยังมีต่อ.....]



พื้นที่หน้าลิฟต์ น่าจะเป็นบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุด เกือบจะร้อยทั้งร้อยของผู้คนที่มีกิจธุระบนชั้นผู้ป่วยสามัญเนื่องจากการผ่าตัดชั้นนี้ ซึ่งมีอยู่นับร้อยเตียง จะต้องเดินเข้าออกจากลิฟต์ซึ่งเป็นลิฟต์คู่ ผู้เขียนได้นอนแลเห็นเป็นสักขีพยาน ต่อเหตุการณ์นานาชนิด ซึ่งผู้ป่วยที่นอนอยู่ด้านใน ไม่มีโอกาสจะได้พบเห็น เพราะว่าพวกเขาวาสนาน้อยดังกล่าวแล้ว

เริ่มตั้งแต่เช้า ก็จะได้ยินเสียงประกาศทางเครื่องกระจายเสียง อันเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญภายในโรงพยาบาล เช่น ประกาศเปิดเพลงชาติ(ปลุกใจผู้ป่วย?) ประกาศขอให้เจ้าของรถทะเบียนนั้นทะเบียนนี้ ไปเลื่อนรถออกจากพื้นที่หวงห้าม ประกาศขอความร่วมมืออย่าซื้ออาหารที่มีผู้แอบนำเข้ามาขายบนอาคาร ซึ่งอาจเป็นอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ประกาศห้ามคนเข้ามาขายของในโรงพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น ฝ่ายบริหารโรงพยาบาลช่างหาผู้ประกาศมาได้ ชนิดที่เสียงนุ่มนวล ชวนให้น่าเชื่อฟังเป็นอย่างดี

ผู้เขียนเห็นคนลักลอบเข้ามาขายอาหาร เธอเปิดประตูลิฟต์ออกมา พร้อมกับตะกร้าปลาสติคชนิดก้นลึก บรรจุของได้มากแต่แลดูเล็กไม่ใหญ่เกะกะ เธอปักหลักอยู่หน้าลิฟต์ ไม่ได้เดินเร่เพ่นพ่านไปไหน ผู้คนทั้งหลายที่ไม่ให้ความร่วมมือกับคำประกาศของโรงพยาบาล เช่น พวกคนเฝ้าไข้หรือผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก พากันไปรุมซื้ออาหารที่นั่น คนขายของจะขายหมดภายในเวลารวดเร็ว และหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่ทันได้ดู ไม่รู้ว่าหายไปไหน อย่างไร

ผู้เขียนสงสัยใคร่รู้กิจกรรมลึกลับดังกล่าวนั้น จึงตัดสินใจเข้าไปสังเกตการณ์ใกล้ชิด ซึ่งท่านผู้อ่านผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย อาจคิดว่า คงจะเป็นเพราะผู้เขียนเห็นว่าตลาดผู้ป่วยสามัญ บนชั้นเจ็ดโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ประกอบด้วยคนจำนวนมากรวมอยู่ในที่เดียวกัน เป็น niche ด้านการตลาด ที่สามารถจะสร้างยอดขายได้ภายในพริบตา ผู้เขียนถึงได้อยากรู้ภาคปฏิบัติที่แท้จริง เผื่อว่าเมื่อหายป่วยไข้แล้ว จะดอดกลับเข้ามาทำมาหากินกับเขาบ้าง เช่น หิ้วตะกร้ามาขายหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น

มิใช่เช่นนั้น โปรดอย่ามองโลกแง่ร้ายเกินไป ผู้เขียนสงสัยตามจริตเสือกอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรอื่น ดังนั้น เช้าวันหนี่งขณะที่คนกำลังมะรุมมะตุ้มอยู่กับแม่ค้าหน้าลิฟต์ ผู้เขียนก็พยุงตัวลุกจากเตียงผู้ป่วยที่นอนอยู่ เดินเข้าไปขอมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน พบว่าอาหารที่เขานำมาขายมีหลายชนิดและห่อมาเรียบร้อย เช่น ก๋วยเตี๋ยวผัดแบบชาวใต้ ที่ผัดด้วยน้ำพริกแกง คล้ายน้ำพริกแกงขนมจีน - ซึ่งแม่ผู้เขียนก็ชอบผัด นอกนั้นก็มีข้าวผัดกะเพรา หรือข้าวไข่เจียว เป็นอาทิ กับมีขนมค่อม(ขนมใส่ใส้) และข้าวเหนียวหน้าไข่(ข้าวเหนียวหน้าสังขยา) และอื่น ๆ

เขาขายในราคาย่อมเยา อาหารห่อละยี่สิบบาท ส่วนขนมขายสิบบาท ผู้เขียนซื้อข้าวผัดกะเพราะห่อหนึ่ง กับซื้อข้าวเหนียวหน้าไข่(สังขยา) แม่ค้าถามผู้เขียนอย่างมืออาชีพและห่วงใยว่า เพิ่งผ่าตัดมาหรือเปล่า ถ้าเพิ่งผ่าตัดกินเหนียว(ข้าวเหนียว)ไม่ได้นะ.....ซึ่งผู้เขียนก็ตอแหลตอบไปว่า ยังไม่ได้ผ่าหรอก ซึ่งแม่ค้าก็เชื่อ ก็เลยขายข้าวเหนียวหน้าสังขยาให้ กินอร่อยมาก - ภาษาใต้ว่า กิ่น หร้อย - กิ่น หร้อย

กลับมานั่งที่เตียงผู้ป่วย ผู้เขียนค่อย ๆ แกะห่อข้าวผัดกะเพราออกมากิน เนื้อสัตว์ที่ผัดกะเพราเขาใส่ไว้ในถุงปลาสติคเล็ก ๆ วางอยู่บนข้าวสวย ผู้เขียนบรรจงเทผัดกะเพราที่ว่านั่นออกจากถุงปลาสติคเล็ก ราดลงบนข้าวสวย กิจกรรมนี้นั่งทำอยู่โดดเดี่ยวลำพังที่เตียงผู้ป่วย ไม่พูดไม่จากับใครเพราะไม่มีใครจะพูดด้วย

เนื้อสัตว์ที่เขามาผัดกะเพรา ดูไม่ออกว่าเป็นเนื้อสัตว์ชนิดใด หมูไก่หรือวัวควาย หรือลิงค่างบ่างชะนี ถ้าเป็นเนื้อค่างบางคนอาจนึกรังเกียจ - ไม่กิน ด้วยเหตุที่ว่ามันเป็นลิงที่ดูคล้ายคนมากที่สุดในป่าภาคใต้ น้าเคยผัดเนื้อค่างมาให้ผู้เขียนกิน เนื้อมันจะมีสีออกหม่น ๆ ดำ ๆ ผู้เขียนไม่รังเกียจที่จะกินเนื้อค่าง ท่านผู้อ่านที่มองโลกในแง่ร้ายบางท่าน อาจสรุปความต่อเอาเองตามอำเภอใจว่า ผู้เขียนน่าจะมีรสนิยมในการบริโภค เข้าข่ายมนุษย์กินคน

เพื่อนคนหนึ่ง นิ้วมือซ้ายด้วนหมดสี่นิ้ว เหลือแต่หัวแม่มือ เพราะโดนใบมีดอุตสาหกรรมตัดขาด เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยที่มือยังดีอยู่ เขาเคยเข้าป่ายิงค่างตัวหนึ่งตกต้นไม้ แต่มันยังไม่ตาย เขากับสหายที่เที่ยวป่าด้วยกัน ช่วยกันจับค่างตัวนั้นมัดมือมัดตีนเข้ากับไม้ที่ตัดมาทำคานหาม พวกเขาหาบค่างออกจากป่า ระหว่างทางในป่า มือข้างหนึ่งของค่างตัวนั้นหลุดจากคานหาม และปัดป่ายออกไปฉวย และพยายามจะดึงรั้งยึดเถาวัลย์กับกิ่งไม้ข้างทางมาตลอด มันคงจะไม่อยากออกจากป่าซึ่งก็คือบ้านของมัน เพื่อนผู้เขียนเล่าว่าเขากำลังเหนื่อย และรู้สึกรำคาญกับการพยายามยึดฉวยกิ่งไม้ข้างทางของค่างตัวนั้นมาก เขาจึงเกิดโมหะจริต และด้วยแรงบันดาลโทสะ เงื้อมีดพร้าประจำตัว ฟันมือค่างสุดแรงจนมือค่างขาด

ต่อมาภายหลัง เขาไปทำงานในโรงเลื่อยจักร ซึ่งมีใบเลื่อยอุตสาหกรรมที่หมุนติ้ว วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ ใบมีดอุตสาหกรรมที่โรงเลื่อย ตัดนิ้วมือซ้ายของเขาขาดไปสี่นิ้ว เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ขณะที่ใบเลื่อยจักรกำลังหั่นนิ้วมือ แวบแรกในบัดเดี๋ยวนั้น เขาหวนนึกถึงค่างตัวนั้น.....

[ยังมีต่อ.....]




วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562

VillageLife วิวทะเล ที่สวยที่สุด ที่เคยได้ชม


วีดีโอ วิวทะเล สร้างสวยที่สุด ที่เคยได้ดูมา
คนถ่ายทำ คือ น้องไข่ โอเรียน เอชเชล  Orion Eshel



น้องไข่คนนี้ อยู่กับพ่อแม่ที่ ประเทศคอสตา ริกา
ถิ่นฐานเดิมอยู่นิวยอร์ค คุณแม่มีน้องไข่เมื่ออายุมากแล้ว
คือสามสิบเศษ และดูเหมือนจะมีลูกคนเดียว
คุณพ่อคุณแม่น้องไข่ ท่าทางเป็นคนมีกะตัง
แต่ไม่ใช่มหาเศรษฐี หากว่า น่าจะเป็นพวก professional ที่มั่งคั่งร่ำรวย

ครอบครัวนี้เป็นคนยิว น้องไข่ถึงได้ไปเที่ยวและสร้างวีดีโอ
เรื่องเมืองเจรูซาเลม คาบสมุทร์ซีนาย และทะเลแดง

น้องไข่ โอเรียน ชอบเล่นดนตรีด้วย
เขาเล่นเพลงประกอบวีดีโอเรื่องนี้ ด้วยตนเอง ชื่อเพลง autumn leaves

เพลงนี้ ต้นฉบับเป็นเพลงฝรั่งเศส ชื่อ les feuilles mortes – ใบไม้ที่ตายไป
น้องไข่จะยืดจังหวะด้วย หรือจะอย่างไรก็ไม่ทราบ
ฟังแล้วแทบจับไม่ได้ว่า คือ autumn leaves
แต่ดนตรีของเขา ก็เข้ากับวีดีโอได้ดี

ได้นำ les feuilles mortes ต้นฉบับฝรั่งเศส เวอร์ชันที่ อีฟ ม็งต็ง ร้อง
มาให้ฟังกันด้วย



ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ทุกท่าน ทั้งที่ชอบทะเลและไม่ชอบทะเล



แดง ใบเล่ aka ปรีชา ทิวะหุต
บ้านนาพญา หลังสวน ชุมพร
25 เมษายน 2562



วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562

VillageLife: นึกอิจฉา พี่ไข่จัสติน

ภาพข่าวข้างล่าง ซึ่งมีเครื่องหมาย ซีเอ็นเอ็น ประทับอยู่ด้านล่างขวา เล่าเรื่องคุณพี่ไข่จัสติน ที่แกโชคดีมหาศาล ถูกหวยแจ็คพ็อท (หมายเหตุ – การเรียกขานผู้อาวุโสเพศชาย ว่า “พี่ไข่นั่น พี่ไข่นี่ พี่ไข่โน่น” เป็นการเรียกอย่างยกย่องในคำใต้)




พี่ไข่แกรวยหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอิจฉา เพราะตัวเองก็เพ้อฝันอยากถูกหวยรวยเบอร์กับเขาอยู่เหมือนกัน

ข่าวระบุว่า พี่ไข่มาจากครอบครัวยากจน ซึ่งก็เหมือนกับผู้เขียนอีก เพราะผู้เขียนก็มาจากครอบครัวยากจน ชีวิตของพี่ไข่นั้นในข่าวใช้คำว่า abject poverty ซึ่งเปิดพจนานุกรมแล้วแปลทำนองว่า ยากจนข้นแค้น

เพิ่งจะเคยพบเหมือนกันนะ คำว่า abject poverty  และตลอดชีวิตที่ผ่านมา พี่ไข่แกก็อดมื้อกินมื้อมาตลอด ซึ่งระยะหลังมีอยู่พักหนึ่งผมก็เคยอด อดมื้อกินมื้อ คล้ายกับพี่ไข่ เพราะตอนนั้นกำลังลดความอ้วน และสามารถลดน้ำหนักลงได้เกือบยี่สิบกิโลกรัม – คิดดู ถ้าไม่อดมื้อกินมื้อจะทำได้หรือ

พี่ไข่ทำงานเป็นคนจัดหิ้งอยู่กับห้างวอลมาร์ท หรืองาน stacking shelves at Walmart (วอลมาร์ทนี่ เขียน แอล ตัวเดียวนะ – อย่าลืม เพราะบางคนชอบเขียน แอล สองตัวเรื่อยเลย)

ผมก็เคยทำงานห้าง โดยทำกับห้างซีพี แต่ไม่ได้จัดหิ้งอยู่กับเขา เขาให้เป็นผจก.ฝ่ายการเงิน ในบริษัทเครือข่ายของเขา ในต่างประเทศ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่างานผม จะดีไปกว่างานของพี่ไข่จัสติน

อยู่มาวันหนึ่ง ความฝันของพี่ไข่ก็กลายเป็นจริง เพราะแกถูกหวยรางวัลแจ็คพ็อต  แต่ว่าในส่วนความฝันเรื่องนี้ของผมนั้น ยังไม่กลายเป็นความจริงอย่างของพี่ไข่เลย พับผ่า!

เนื้อข่าวเขียนว่า.....
If you won the lottery tomorrow, what would you do? Quit your job? Buy a new house? Car? Yacht, even?

แปล – ถ้าคุณถูกล็อตเตอรีรางวัลใหญ่พรุ่งนี้ คุณจะทำอะไร? ลาออกจากงาน? ซื้อบ้านใหม่? รถยนต์คันใหม่ หรือซื้อเรือยอชท์?

ผู้เขียนจะไม่บอกท่านผู้อ่านหรอกว่า ถ้าถูกรางวัลใหญ่พรุ่งนี้ ตัวเองจะทำอะไร? แต่คิดอยู่ในใจเงียบ ๆ ไม่บอกใคร จะใช้นโยบาย หุบสนิท ครับ  แต่ได้คิดแผน กะการ ไว้หมดแล้ว เหลือแต่ว่าจะลงมือปฏิบัติเท่านั้น ขอเพียงให้ถูกหวยเถิด.....

สำหรับพี่ไข่จัสติน ตามข่าวเล่าว่า พี่แกเคยบ้าละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง ซึ่งพระเอกเป็นนักสืบ ตามล่าผู้ร้ายตัวฉกาจ ที่ชอบใช้สีทองป้ายที่ลูกอัณฑะของเหยื่อ.....

พอพี่ไข่แกถูกหวยรางวัลใหญ่ พี่แกก็เลยหุ้มไข่(ลูกอัณฑะ)ของตัวเองด้วยทองคำแท้
โปรดชมลูกอัณฑะหุ้มทองคำในภาพ ด้านล่าง ขวามือ อยู่ติดกับเครื่องหมายซีเอ็นเอ็น ปรากฏว่าไม่นานต่อมา พี่แกก็โดนพิษตะกั่วกับปรอทที่มีอยู่ในทองคำเล่นงาน งอมพระราม ต้องเข้าโรงพยาบาล และตามข่าวบ่งว่าพี่ไข่จัสตินไปตายที่ โรงพยาบาล เอ็มมอรี ยูนิเวอร์ซิตี้ ฮอสปิตัล

ความเห็นของคุณหมอ ปรากฏในเนื้อข่าว บอกว่า “ร่างกายมนุษย์ไม่ถูกกับการหุ้มทองคำ คุณจะมีเงินมากเท่าไรไม่สำคัญ เงินซื้อสามัญสำนึกไม่ได้ และซื้อความตายก็ไม่ได้”

ถ้าผู้เขียนถูกแจ็คพ็อทในเวลานี้ ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจหุ้มลูกอัณฑะของตนเองด้วยทองคำ อย่างพี่ไข่จัสติน เพราะตั้งใจว่าจะรอ“ท่าน” สุดารัตน์ เกรุยาพันธ์ สตรีสาวผู้มีผมยาวดำขลับเป็นเงามันงาม สลวยสวยน่ารัก รวบไว้ให้เลื้อยลงถึงกึ่งกลางแผ่นหลัง นี่ถ้าได้สยายออกเต็มที่ เธอจะงามสุดพรรณนา ไม่น่าจะแพ้นางงามในวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ของหมู่เหล่าชนชาวแคะนั้ง อย่างแน่นอน ตัดผมยาวทิ้งเมื่อไร ผมเลิกรักเมื่อนั้น

ผู้เขียนปรารถนาจะเห็นเธอ ได้จัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อยเสียก่อน

ก่อน - ที่จะตัดสินใจ.....ทำอะไรลงไปกับลูกอัณฑะของตัวเอง




แดง ใบเล่
นาพญา
หลังสวน
ชุมพร


วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

VillageLife: ชีวิตที่มีความหมาย – ความหมายของชีวิต

แบบฝึกหัดทดสอบ ว่าชีวิตเราในบัดนี้ มีความหมายหรือไม่

พิจารณาต้นแบบดังภาพ

                    When we take action – เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใด
                    And have a purpose – และเรามีวัตถุประสงค์เป้าหมาย
                    That is of sufficient importance – (วัตถุประสงค์เป้าหมายนั้น) สำคัญพอ

เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้น ชีวิตเราจะมีความหมาย ด้วยเหตุที่กิจกรรมที่กำลังทำ มอบความหมายให้แก่ชีวิต




พิจารณาตามภาพ
                    When we take action – เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใด
ในภาพคือ การเดินออกกำลังกาย

                    And have a purpose – และเรามีวัตถุประสงค์เป้าหมาย
ในภาพคือ เพื่อสุขภาพที่ดี

                    That is of sufficient importance – (วัตถุประสงค์เป้าหมายนั้น) สำคัญพอ
ในภาพคือ สุขภาพที่ดี สำคัญพอ สำหรับชีวิต
เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้น ชีวิตเราจะมีความหมาย ด้วยเหตุที่กิจกรรมที่กำลังทำ มอบความหมายให้แก่ชีวิต

เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้นดังภาพ ชีวิตเราจะ มี ความหมาย ด้วยเหตุที่การเดินออกกำลังกาย มอบความหมายให้แก่ชีวิต


ทดสอบหลักการ – ลองเปลี่ยนกิจกรรม ตัวอย่างที่ 1

                    When we take action – เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใด
ในภาพ เปลี่ยนเป็น การเดินออกไปหาน้ำต้มใบกระท่อมกับเคมียาเสพติด

                    And have a purpose – และเรามีวัตถุประสงค์เป้าหมาย
ในภาพ เปลี่ยนเป็น เพื่อความชื่นมื่นชั่วคราว

                    That is of sufficient importance – (วัตถุประสงค์เป้าหมายนั้น) สำคัญพอ
ในภาพ เปลี่ยนเป็น ความชื่นมื่นชั่วคราว ไม่สำคัญพอ สำหรับชีวิต

เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้น ชีวิตเราจะมีความหมาย ด้วยเหตุที่กิจกรรมที่กำลังทำ มอบความหมายให้แก่ชีวิต

--เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้นดังภาพ ชีวิตเราจะ ไม่มี ความหมาย ด้วยเหตุที่การเดินออกไปหาน้ำต้มใบกระท่อมกับเคมียาเสพติด ไม่ได้มอบความหมายให้แก่ชีวิต


ทดสอบหลักการ – ลองเปลี่ยนกิจกรรม ตัวอย่างที่ 2

                    When we take action – เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใด
ในภาพ เปลี่ยนเป็น การออกมาพูดให้เด็กธรรมศาสตร์ที่พ่อแม่ร่ำรวย บริจาคเงินที่พ่อแม่ให้ แบ่งปันช่วยเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันที่ยากจน

                    And have a purpose – และเรามีวัตถุประสงค์เป้าหมาย
ในภาพ เปลี่ยนเป็น เพื่อความดังว่าฉันพบตลาดเงินบริจาคตลาดใหม่ อยู่ใต้จมูกทุก ๆ คน ดูซิดู ไม่มีใครคิดออก

                    That is of sufficient importance – (วัตถุประสงค์เป้าหมายนั้น) สำคัญพอ
ในภาพ เปลี่ยนเป็น ความดังว่าฉันพบตลาดเงินบริจาคตลาดใหม่ อยู่ใต้จมูกทุก ๆ คน ดูซิดู ไม่มีใครคิดออก ไม่ได้สำคัญพอ มันเป็นตลาดเงินบริจาคจิบจ้อย

เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้น ชีวิตเราจะมีความหมาย ด้วยเหตุที่กิจกรรมที่กำลังทำ มอบความหมายให้แก่ชีวิต

--เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้นดังภาพ ชีวิตฉันจะ ไม่มี ความหมาย ด้วยเหตุที่การออกมาพูดให้เด็กธรรมศาสตร์ที่พ่อแม่ร่ำรวย บริจาคเงินที่พ่อแม่ให้ แบ่งปันช่วยเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันที่ยากจน
 ไม่ได้มอบความหมายให้แก่ชีวิตฉัน


ทดสอบหลักการ – ลองเปลี่ยนกิจกรรม ตัวอย่างที่ 3

                    When we take action – เมื่อเรากำลังทำกิจกรรมใด
ในภาพ เปลี่ยนเป็น การเดินออกไปเล่นหมากเก็บกับตกปลาซิวปลาสร้อย

                    And have a purpose – และเรามีวัตถุประสงค์เป้าหมาย
ในภาพ เปลี่ยนเป็น เพื่อความเพลิดเพลินเล็ก ๆ น้อย ๆ ฆ่าเวลาไปวัน ๆ

                    That is of sufficient importance – (วัตถุประสงค์เป้าหมายนั้น) สำคัญพอ
ในภาพ เปลี่ยนเป็น ความเพลิดเพลินเล็ก ๆ น้อย ๆ ฆ่าเวลาไปวัน ๆ ไม่สำคัญพอ สำหรับชีวิต

เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้น ชีวิตเราจะมีความหมาย ด้วยเหตุที่กิจกรรมที่กำลังทำ มอบความหมายให้แก่ชีวิต

--เพราะฉะนั้น ในขณะเวลานั้นดังภาพ ชีวิตเราจะ ไม่มี ความหมาย ด้วยเหตุที่การเดินออกไปเล่นหมากเก็บกับตกปลาซิวปลาสร้อย ไม่สำคัญพอ ไม่ได้มอบความหมายให้แก่ชีวิต


หมายเหตุสำหรับตัวอย่างที่ 3 - ถ้าการเล่นหมากเก็บ ใช้ที่นาที่สวนเป็นเดิมพัน มันก็อาจจะกลายเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญพอ – sufficient importance หรือไปหาปลาซิวปลาสร้อย เพื่อกะจะเอามา ตกปลากะโห้ กิจกรรมหาปลาซิวปลาสร้อย ก็อาจกลายเป็นกิจกรรมที่สำคัญพอ

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

VillageLife: ห้ามส่ายตูด ตอน 2 - มนุษย์ มิกกี้ เมาส์

การเสนอตอนที่ 1 ที่ ห้ามส่ายตูด ตอน 1 นั้น มีเจตนาปูพื้นเพื่อเสนอตอนที่ 2 คือตอนนี้ เพราะถ้านำตอน 2 มาเสนอเลย โดยปราศจากการปูพื้น จะเป็นการยากที่จะแสดงความคิดเห็น หรือ “สื่อ” กับท่านันผู้อ่านบลอก ได้ด้วยดี - ผู้เขียนคิดอย่างนั้น

การเต้นรำของนักเต้นที่มีชื่อเสียงมากของอเมริกาเหนือ ยุคอดีต คู่ที่เป็นที่กล่าวถึงกันมากในสมัยนั้น ที่ภาพยนตร์ยังถ่ายทำขาวดำ แต่ว่าในสมัยนี้อินเตอร์เนตกับยูทูบได้ช่วยให้การเต้นรำ “stylish” หรือ “ทรงลีลา” ดังกล่าวยังมีชีวิต ให้เราได้ดูได้ชม ได้พูดถึง อย่างไม่เลอะเทอะ เลอะเลือน สามารถยกตัวอย่างประกอบการเขียนให้เห็นจริงเห็นจังได้ ชัดเจน

แต่แรกเริ่ม หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนรับรู้และติดตามเรื่องนี้ ผ่านทางสื่อจารีตอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ แล้วก็มิรู้ที่จะแบ่งปันกับมิตรสหายได้อย่างไร กระทั่งเกิดสื่อดิจิทัลซึ่งแพร่หลายด้วยชานชลา(platform)อินเตอร์เนต จึงดีใจมาก

สมัยที่วัฒนธรรมเรื่องคลั่งการสำรวมอินทรีย์ “ห้ามส่ายตูด” ยังบงการการแสดงออกอยู่ในอเมริกาเหนือนั้น คนอเมริกาเหนือเขาเต้นรำ-เต้นระบำ กันอย่างไร?

ก็มีคุณน้าสองคนนี้ คือ คุณน้าเฟรด แอสแตร์ กับคุณน้าจินเจอร์ โรเจอร์  เป็นคู่เต้นรำแบบอย่าง ที่เขาถือกันว่า “ขั้นเทพ” ของเขาแล้ว ขึ้นชื่อว่าทรงลีลาสุด ๆ อีกนัยหนึ่ง “stylish”  เขาโด่งดังในสมัยโน้น ตรงที่พวกเขาทรง “stylishness” (แต่ – ไม่ส่ายตูด อย่างการเต้นของพวกอเมริกาใต้ หรือละตินอเมริกา ซึ่งส่ายตูดได้อย่างเสรี)

เขาเต้นกันอย่างไร ที่ขึ้นชื่อในหมู่พวกเขาว่าทรงคุณค่าเชิงลีลา(stylish) แต่ไม่ส่ายตูด?

ดังได้เรียนเกริ่นไว้ในตอน 1 แล้วว่า พวกเขาเต้น ด้วยเท้า  เป็นการรำเท้าโดยแท้ กล่าวคือพวกเขาใช้ footwork

โปรดชม ตัวอย่าง วีดีโอ


ในวีดีโอ ท่านจะเห็นฝ่ายชาย คุณน้าเฟรด แอสแตร์ กระทืบเท้า ซอยยิก ๆ  ส่อแสดงถึงสไตล์ “ขั้นเทพ” ของพวกเขา  ฝ่ายคุณน้าหญิง จินเจอร์ โรเจอส์ แกก็ไม่ยอมแพ้ แกซอยเท้ากระทืบยิก ๆ ล้อตามคุณน้าเฟรด

แบบว่า “ขั้นเทพ” ทั้งสองคุณน้า (ตูดไม่ส่าย)

อย่างไรก็ดี นักเขียนชาวอังกฤษที่ขึ้นชื่อในวิกิว่าเป็นนักเขียนแห่งศตวรรษที่ 20 (ศตวรรษที่แล้ว) นายเกรแฮม กรีน ได้เม้น ”สรรเสริญ”(ล้อเลียนอย่างขบขัน???) ไว้ว่า การเต้นระบำแสดงลีลาขั้นเทพของคุณน้าทั้งสองนั้น ใกล้เคียงละม้ายแม้นกับการเป็น ตัวการ์ตูนมิกกี้ เมาส์ อย่างมากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้

Human Mickey Mouse…..


“Mr. Astaire is the nearest approach we are ever likely to have to a human Mickey Mouse,” wrote Graham Greene reviewing Fred Astaire in Follow the Fleet in 1936. “He might have been drawn by Mr. Walt Disney, with his quick physical wit, his incredible agility,” Graham continued. “He belongs to a fantasy world almost as free as Mickey’s from the law of Gravity.”



เดฟ นาพญา


วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562

VillageLife: พี่แกหาว่าผม ไร้สาระ

พี่แกขับรถกะบะรับส่งคนจากหมู่บ้านในละแวกนั้นสองสามหมู่บ้าน เข้าเมืองวันละเที่ยว ตอนเช้า

แรก ๆ ที่ผมใช้บริการพี่เขา ผมก็ถามแกว่า แกจะผ่านมาหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านผม เวลากี่โมง “เติน มา ตีกี้”

ตีกี้ = กี่โมง

“พรื้อ เตินม่าย หนัด เวลา ว่าตีกี้ ตี้ได้ออกมาโถ้” 
ทำไม ไม่นัด เวลาว่าจะมากี่โมงจะได้ออกมารอถูก

“เติน” = ท่าน ต้นตอเป็นภาษามลายู มาจากคำว่า “ตวน” เช่น ตวนกู อับดุล เราะห์มาน ชื่อเรียกนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย (ซึ่งเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์)

Image result for หลังสวน


ที่จริงคำว่า เติน ไม่ได้แปลว่า ท่าน ตรง ๆ แต่มีความหมายเป็นบุรุษสรรพนามบุรุษที่สอง ที่เรียกในเชิงยกย่องให้เกียรติผู้อาวุโสกว่า จะว่า คุณ หรือท่าน หรือใต้เท้า หรือฯลฯ อะไรก็ไม่เชิงเสียทีเดียว คำว่า เติน เป็นคำที่ใช้ในชีวิตประวันของชาวใต้ คล้าย ๆ ท่านผู้อาวุโส อะไรประมาณนั้น ส่วนที่ตรงข้ามกับ เติน คือ “สู” ใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่สองเรียกคนเสมอกันหรืออ่อนอาวุโสกว่า(แม้จะมีเงินมากกว่า)

บางท่านแปลคำว่า “ตวนกู” ว่า “เจ้ากู”  ที่จริง ตวนกู ก็เป็นคำยกย่องให้เกียรติ สรรพนามบุรุษที่สอง ส่วนคำว่า กู ในภาษามลายู กับคำว่า กู ในภาษาไทย เป็นคำพ้องเสียงและพ้องความหมายกัน กู-มลายู ก็คือ กู-ไทย ครือ ๆ กัน แต่ กู-มลายู อาจมีภาษีกว่ากูไทยในเวลานี้เล็กน้อย เพราะเพลงชาติมาเลเซียยังชื่อเพลง “เน กะ รา กู” (บ้านเมืองของกู)

พี่แกได้ยินผมแนะนำเรื่องการนัดหมายเวลารถ ซึ่งที่จริงผมก็เอามาจากมาเลเซีย คือ ในรัฐกลันต้น เวลานั่งรถเมล์ออกจากเมืองโกตาบารู ไปตามหมู่บ้าน เขามีรถเมล์วิ่ง ซึ่งจะมีเวลาบอกชัดเจนว่าถึงหมู่บ้านใดเมื่อไร ที่ป้ายหยุดรถตามหมู่บ้าน ก็จะมีป้ายบอกว่ารถจะมากี่โมง

พี่แกบ่นว่า จะต้องมานัดเวลา กี่โมงกี่ยาม ให้ยุ่งยากทำไม เวียนหัวเปล่า ๆ พอแจ้ง ก็ออกมาเลย

โคดชัดเจน ของง่าย ๆ เสือกทำให้ยาก คนจะรู้เวลากี่โมงกี่ยาม มันต้องพกนาฬิกา หรือมีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพี่แกไม่มีทั้งสองอย่าง

พอแจ้ง ก็ออกมาเลย 

กลับมาอยู่บ้านนานปีเข้า ยิ่งทีผมก็ยิ่งเห็นด้วยกับพี่เขา เกี่ยวกับเวลานัด คือว่า พอแจ้ง ก็ออกมาเลย  และได้นำมาใช้เองบ้าง เช่นไปบ้านญาติกลัวจะคุยเพลิน ก็บอกเขาว่า พอค่ำ ก็จะกลับแล้วนะ  แทนที่จะบอกว่าจะกลับห้าหรือหกโมงเย็น

เวลานาฬิกาหกโมงเจ็ดโมงเช้าเนี่ยะ บางหน้า-บางฤดู ยังไม่สว่างดีเลย เช่นในเดือนอ้ายเดือนยี่เป็นต้น แต่ถ้าเดือนสี่เดือนห้า หกโมงก็จะแจ้งแล้ว ในสวนผมมีงูเห่า ถ้ายังไม่แจ้งแลเห็นทาง ก็ไม่อยากจะเดิน วิธีนัดหมายของพี่แกจึงดีที่สุด จะไปสนใจเวลานาฬิกาทำไม เรามีสิทธิโดนงูกัดตายนะ – ถ้าทำเป็น เถนตรง เดินออกมาตามเข็มนาฬิกา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่สว่างดี

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้ คือ อย่านัดใครข้ามคืนเป็นอันขาด ข้ามคืนไปแล้วทุกอย่างมันบ่แน่ดอกนาย

ต่อเช้า ตีแปดขออาศัยรถไปด้วยนะ  ต่อเช้า = พรุ่งนี้

ฝ่ายที่ถูกนัดจะบ่นกะปอดกะแปด เช้า ๆ เขาต้องเลี้ยงไก่(ชน)ก่อน แล้วเวลาคนเขาเลี้ยงอาหารไก่ชน จะไปกะเกณฑ์เวลาเอากับเขาไม่ได้ เขาไม่ได้นำอาหารไปให้มันอย่างเดียว ไม่ใช่ฟาร์มซีพี แต่นี่เขาไปนั่งดูไก่แต่ละตัวของเขา เพลินเพลินกับการพิจารณามัน แต่ละตัว

ที่ฟาร์มซีพี ฟังมาว่า เขาใช้หุ่นยนตร์(หรือจะใช้)เดินดูไก่ ว่าตัวไหนตายยัง? หรือว่าอย่างไร ตามที่หุ่นยนตร์ถูกโปรแกรมมาให้ทำหน้าที่นั้น ๆ

เพราะฉะนั้น นัดตีแปด เขามาเก้าครึ่ง อะไรประมาณนั้น หรือนัดข้ามคืนอาจจะลืมมาเพราะดูไก่เพลิน ดีที่สุดก็คือถ้าจะไปเช้าว้นนั้น ให้โทรนัดเช้าวันนั้น มีธุระอะไรให้นัดหมายกันภายในวัน ๆ หนึ่ง อย่าพยายามข้ามวัน

วันก่อนพบญาติคนหนึ่ง มันเล่าว่าไปมอไซด์ล้มมา ซี่โครงหัก จึงถามว่ามึงไม่ไปโรงพยาบาลหลังสวนหรือ เขาบอกว่าไม่ไปหรอก ไปหาน้ำมัน(พราย)มาทา ของเขาดี ทาแล้วค่อยยังชั่วขึ้นเยอะ

ผู้เขียนบอกว่า ไปโรงพยาบาลเขาได้ถ่ายเอ็กซเรย์ จะได้เห็นว่าหักยังไง

มันบอกว่า ไม่ต้องไปถ่ายเอ็กเรย์หรอก นี่ก็รู้อยู่แล้วว่า-มันหัก คลำ ๆ ที่ชายโครงดูก็รู้
หายใจก็ขัด ๆ ทาน้ำมันไปเรื่อย ๆ มันก็ค่อยยังชั่วขึ้นเอง

เขาเล่าว่า วันก่อนงานบุญเขาอยากได้คนเดินเสิร์ฟเฉพาะช่วงเย็น เขาให้ 400 บาท ต้องการสองคน เลยให้ไอ้ไข่กับไอ้นุ้ยไป ดีไหมละ ค่าแรง(ขั้นต่ำ)วันละ 300 บาทเอง

ผู้เขียนแสดงความเห็นว่า ก็ดีซี  เพื่อนร่วมวงสนทนาอีกคนบอกว่า กินฟรีอีกต่างหาก ผู้เขียนต่อให้ว่า “ของกินดี ๆ ทั้งนั้น” มีงานดี ๆ แบบนี้ทีหลังมึงบอกกูมั่งซี  มันเบรกผู้เขียนว่า “เติน ทำไม่ไหวหรอก เดี๋ยวไปถือถาดทำแกงเขาหกระเนระนาด ยุ่งตายเลย”

ผู้เขียนต่อให้ว่า จะโดนปรับ ไม่คุ้ม

ผู้ร่วมวงสนทนาคนเดิม คอมเม้นต์ว่า โธ่ แค่ได้กินก็คุ้มแล้ว


ผู้เขียนเสริมให้ว่า เออใช่ เผลอ ๆ กินแม่งเผื่อวันพรุ่งนี้ด้วยเลย




เดฟ นาพญา

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562

VillageLife: Summertime - ข้างขึ้นเดือนสี่แล้ว เข้าหน้าแล้ง

เพลง Summertime ที่ เอ-ย่า ฟิตเจอรัล ร้อง




ถ่ายบทเพลงมาเป็นของตัวเอง ดื้อ ๆ งั้นแหละ ใครจะทำไม

เธอขึ้นต้น ร้องว่า Summertime – หน้าแล้งแล้ว(ที่บ้านเรียก หน้าแล้ง ไม่ได้เรียก หน้าร้อน อย่างคนกรุงเทพฯ) ยามหน้าแล้ง ที่จริงคนอยู่ในเขตชนบท นอกเมืองหลังสวน อากาศไม่ได้ร้อนอบอ้าวแต่อย่างใดเลย ในเมืองล่ะก้อใช่ ตามท้องถนนร้อนอบอ้าว  แต่ในสวนชนบทนอกเมือง จะมี “ลมเพา” พัดข้ามเขาข้ามทุ่งมาจากทะเล ภาษากลางเรียก “ลมตะเภา”

ช่วยให้เนื้อตัวเย็นสบาย บ้านญาติอยู่บนเขาล้าน อำเภอสวี เคยไปเที่ยวบ้านเขาเมื่อหลายปีก่อน ยามหน้าแล้งเหมือนกัน บนเขาล้านลมเพาก็พัดถึง นั่งคุยกันใต้ถุนบ้านที่เป็นเรือนยกสูง ลมพัดมาเย็นสบาย พี่สาวผู้เป็นญาติบอกผู้เขียนว่า “ลมเพา”

เสียงร้องเอื้อนของ เอ-ย่า ฟิตเจอรัล ว่า Summertime ชวนให้คิดถึงลมเพา.....แล้วเธอร้องต่อว่า and the living is easy หมายความว่า ชีวิตสบาย ๆ ซึ่งในหน้าแล้งนี้ ผู้เขียนก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร มีชีวิตอยู่สบาย ๆ ครับ คุณเอ-ย่า ฟิตเจอรัล

เธอพรรณนาต่อไปว่า ปลากระโดดอยู่ในห้วย และฝ้ายในไร่ต้นงาม สูง ซึ่งต้นปาล์มในสวนผู้เขียนก็งามดีเหมือนกันครับ

แต่เธอร้อง ว่า your daddy is rich  ประเด็นนี้ผู้เขียนขอค้านว่า no, my daddy isn’t rich. He is a poor man.

แถมเธอยังบอกว่า and your ma is good looking  สำหรับข้อนี้นั้น - ยอมรับครับ ใคร ๆ ก็บอกผู้เขียนเหมือนที่ เอ-ย่า ฟิตเจอรัล ร้องในเพลง คือบอกเป็นภาษาใต้ว่า your mother is good looking 

เธอกล่อมเด็กว่า อย่าร้องให้ สักวันหนึ่งเถอะ น้องจะตื่นขึ้นมา แล้วคลี่ปีก โผผินบินไปบนฟ้า

เรื่องนี้นั้น ด้วยความสามารถเพียงน้อยนิด แต่ว่าด้วยโชค มหาศาล  ผู้เขียนได้ขยายปีก แล้วโผบินไป บินไป และบินไป บินไปไกลมากเลย ท้องทุ่งไร่ฝ้ายที่ เอ-ย่า ฟิตเจอรัล เอ่ยถึง ก็ได้บินไปแล้ว รวมถึงยังบินไปเก็บแอพเปิลในสวนทางภาคกลางประเทศสหรัฐฯ

แล้วต่อมา ยังบินต่อไป ในฝรั่งเศส ไปอยู่ในบ้านชนบทของเพื่อน ในมณฑลโอเวนญ์ ซึ่งทำนาข้าวสาลี ทำไม้ฟืน และทำไร่ฮาริโก แวร์ คือประมาณว่า ถั่วแขก แล้วต่อมาก็บินไปเรียนหนังสือที่เมืองบอร์โดส์

ต่อมาอีก ก็บินไปทำงานในประเทศเบลเยี่ยม แล้วบินกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ กว่าจะได้บินกลับมาบ้านอย่างจริง ๆ ก็อีกตั้งนานหลายปี.....โคดเหนื่อยเลยครับ คุณเอ-ย่า ฟิตเจอรัล

แต่ไม่ได้บ่นนะ สนุกดี




เดฟ นาพญา
(aka ปรีชา ทิวะหุต)
หมายเหตุ – aka => also known as
เฟสบุค