open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

VillageLife รักประชาธิปไตยปานจะแหกตูดดม ตอน 3/4 ระบอบประชาธิปไตย มี เหี้ย ๆ อย่างไรบ้าง?

รักประชาธิปไตย ตอน 3/4

สรุปจาก งานของปราชญ์ชาวฝรั่งเศส อะเล็กซี เดอ ต็อควิล

สมัยที่ผู้เขียนบลอคนี้ เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา  เคยมีสหายผู้หนึ่งเรียนอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ที่นั่น  เขาชอบเอ่ยชื่อ อะเล็กซี เดอ ต็อควิล ให้ผู้เขียนฟังบ่อย ๆ 
นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสผู้นี้  ได้เดินทางไปศึกษา และสังเกตการณ์ ระบอบประชาธิปไตยในอเมริกา  เมื่อปี 1831 และได้เขียนหนังสือปรัชญาการเมืองเล่มสำคัญ  ซึ่งยังใช้เป็นตำราศึกษากันในมหาวิทยาลัยชั้นดีในสหรัฐฯ  ชื่อ “ประชาธิปไตยในอเมริกา” – Democracy in America  ตีพิมพ์เมื่อ 1835  หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องระบอบประชาธิปไตยหลายเรื่อง  แต่มีเรื่องสำคัญ ที่ผู้เขียนบลอค เห็นว่าน่าสนใจ  แต่ไม่ใคร่มีใครพูดกัน  คือเรื่องมุมมืดอันอัปลักษณ์ ของระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์” นะครับ  เขาพูดเรื่อง “อัปลักษณ์”

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


อะเล็กซี เดอ ต็อควิล เกิดในตระกูลขุนนางต่างจังหวัด ในประเทศฝรั่งเศส  เขาเกิดภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส  จึงถือว่าไม่มีประสบการณ์โดยตรงกับการปฏิวัติ  ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในระบอบเก่า หรือ อ็องเซียง เรจีม – ancien régime 


ต่อมาเมื่อผู้เขียนบลอค มีโอกาสได้ไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศส  การณ์กลับปรากฏว่า ไม่มีใครรู้จัก เดอ ต็อควิล  นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้โด่งดังในสหรัฐอเมริกาผู้นี้  ที่ฝรั่งเศสเขามีฐานะเพียงปัญญาชนชายขอบผู้หนึ่งเท่านั้น
บทความภาษาไทยบทเรื่อง “ประชาธิปไตย มี เหี้ย ๆ อย่างไรบ้าง” นี้  ผู้เขียนบลอค สรุปเป็นภาษาไทยขึ้นจากบทบรรยาย  ที่นักปรัชญาอังกฤษแห่งยุคปัจจุบันสร้างขึ้น  เขาชื่อ นาย อะแลน เดอ โบต็อน  เป็นคนอังกฤษเชื้อสายยิว คุณปู่เป็นยิวอยู่ในกรุงไคโร ประเทศอีจิปต์  ต่อมาครอบครัวอพยพมาอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์  และต่อมาก็ย้ายมาอยู่ในอังกฤษ  นาย อะแลน เดอ โบต็อน เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีอังกฤษอยู่ในเวลานี้  เขาเขียนหนังสือขายดีตั้งแต่อายุยี่สิบต้น ๆ ได้เงินมากมาย  ต่อมาเมื่อคุณพ่อตาย ก็รับมรดกอีกอื้อซ่ามหาศาล บานตะไท
ชีวิตทั้งชีวิต ไม่ต้องทำมาหาแดกอะไรก็ได้ สบายมาก  และเขาก็ทำเช่นนั้นคือ ไม่ได้ทำมาหากินอะไร  แต่สนใจเรื่องปรัชญา  สร้างโรงเรียนที่เรียกว่า “โรงเรียนชีวิต” อยู่ในอินเตอร์เนต สอนคนเรื่องธรรมมะแห่งการครองชีวิต  แม้จะไม่ได้ตั้งใจทำมาหากินมากมายนัก  แต่เขาก็มีรายได้ไม่น้อยจากรายการในอินเตอร์เนตของเขา

อะแลน เดอ โบต็อน ศึกษางานของ เดอ ต็อควิล แล้วทำคำบรรยายสรุปประเด็นที่เป็นข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยตามที่ เดอ ต็อควิล ว่าไว้ ว่าเป็นสีข้างด้านที่เป็นมุมมืด มุมอับ ของประชาธิปไตย - darker side of democracy  ซึ่งผู้เขียนบลอคนี้จะได้สรุปเป็นภาษาไทย ทยอยนำเสนอท่านผู้อ่าน มีอยู่ทั้งหมดห้าประการ  ดังต่อไปนี้


หนึ่ง.                  ระบอบประชาธิปไตยปลูกฝังให้คนเป็นนักวัตถุนิยม

สังคมฝรั่งเศสโบราณที่ เดอ ต็อควิล รู้จักมาแต่เด็ก  ความคิดที่จะทำมาหาเงินไม่ได้อยู่ในหัวคิดคน  คนจนแทบจะไม่มีหนทางจะสร้างความร่ำรวยขึ้นมาได้เลย  ส่วนชนชั้นขุนนางเจ้าของที่ดินเล่า ก็มีจำนวนน้อยนิด  คนกลุ่มนี้ก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องทำมาหาเงินเพิ่มขึ้นอีก  ด้วยประการฉะนี้ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยที่จะนำมาตัดสินคน

แต่ว่า ชาวอเมริกันที่ เดอ ต็อควิล ได้พบปะระหว่างที่เขาเดินทางทัศนศึกษาท่องสหรัฐฯ  พวกอเมริกันต่างพากันเชื่อว่า ถ้าคนเราทำงานให้หนัก เขาก็จะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองได้  และการทำงานหนักเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูง ในสังคมอเมริกัน
เดอ ต็อควิล ตั้งประเด็นสังเกตว่า เงินตรา  ดูเหมือนจะเป็นตัววัดประการเดียวที่คนอเมริกันเคารพนับถือ  ยกตัวอย่างเช่น ในอเมริกาผู้คนพากันเชื่อว่า หนังสือเล่มใดขายไม่ดี แปลว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือดีไปไม่ได้  เครื่องวัดความดี - หรือคุณค่าของทุกสิ่ง อยู่ที่ว่า สิ่งนั้นจะทำมาหาเงินได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด

ระบอบประชาธิปไตย กับ ระบอบทุนนิยม ได้ร่วมกันสร้างวิธีคิดตัดสินมนุษย์ดัวยกัน ที่ดูประหนึ่งว่า เสมอภาค  แต่ก็มีลักษณะดาด ๆ มักง่าย ไม่รัดกุม และกดขี่ข่มเหง

สอง. ระบอบประชาธิปไตยปลูกฝังความอิจฉาริษยา และความรู้สึกอดสูใจ

เนื้อหาบทหนึ่งในหนังสือ ประชาธิปไตยในอเมริกา  เดอ ต็อควิล ตั้งชื่อบทว่า
“ทำไม คนอเมริกันจึงอยู่ไม่สุข ในท่ามกลางกองเงินกองทองของพวกเขา”

เดอ ต็อควิล วิเคราะห์ให้เห็นความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่าง “ความคาดหวังอันสูง” กับ “ความไม่ได้ดังใจหวัง”  และระหว่าง “ความเสมอภาคทางการเมือง” กับ “ความริษยา-อิจฉาตาร้อน”




[คนนี้ เขาจบปริญญาเอกด้านการประกอบอาชญากรรม(criminology) จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงไพเราะที่สุด ในรัฐเท็กซัส ชื่อ มหาวิทยาลัยแซม ฮูสตัน สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้  ต่อมาเขาถูกถอดยศนายตำรวจ  นี่ถ้าเขาจบมาทางตำรวจโดยตรง เช่น เป็น Doctor of Police Science  ใครจะถอดยศเขาได้?]


เขาเขียนว่า เมื่อยกเลิกระบบศักดินาในยุโรป ยกเลิกการสืบทอดสมบัติของพวกขุนนางสืบตระกูล  อาชีพทุกอาชีพก็เปิดประตูกว้างแก่ทุกผู้ทุกนาม  ชายผู้ทะเยอทะยานและเพ้อฝันคนหนึ่ง ก็อาจคิดว่า การได้เป็นใหญ่เป็นโตในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นเรื่องขี้ ๆ อีซี่ ๆ ที่ใคร ๆ ก็อาจเป็นกันได้  โดยเฉพาะตัวชาย(หรือหญิง)ผู้นั้นเองซึ่งชะตาราศีไม่ธรรมดา หรืออาจนึกทึกทักเชื่อเอาเองว่าชีวิตตนนั้นสวรรค์เข้าข้าง เป็นต้น  แต่ครั้นคนขี้ตู่รายดังกล่าว ออกเดินทางชีวิตสู่ความเป็นใหญ่เป็นโตไปได้ไม่นาน  ประสบการณ์จริงก็จะเข้ามาแก้ใขความละเมอเพ้อพก และความสำคัญตนผิดของเขา  เขย่าให้เขารู้ตัวจนได้
    
แต่เมื่อความไม่เสมอภาคคือกติกาสังคม เมื่อนั้นความไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก ก็จะไม่เป็นที่สังเกตของผู้ใด  แต่ถ้าความเป็นอยู่บนระนาบเดียวกัน ใครจะดีกว่าใครไปไม่ได้ คือวิสัยและวิถึแห่งสังคมนั้น(สังคมประชาธิปไตย)  ครั้นผู้ใดโดดเด่นขึ้นมาแม้แต่เพียงน้อยนิด ก็จะเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจคนทั้งหลาย  เดอ ต็อควิล เห็นว่านี่เป็นเหตุผลที่คอยอธิบายว่า เหตุใดความหม่นหมองอย่างแปลกประหลาด จึงสิงสถิตอยู่ในจิตใจผู้คน ที่อยู่อาศัยในสังคมประชาธิปไตยอันมั่งคั่งสมบูรณ์(คือ สหรัฐอเมริกา)

ระบอบเก่าของยุโรป ที่มีลำดับชั้นชน และการเลื่อนชั้นทางสังคมของคนยากจนเป็นไปได้ยาก  หรือเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย  ระบอบเก่าดังกล่าวไม่เอื้อต่อคนยากคนจนนับร้อยแปดพันประการ  และ เดอ ต็อควิล ยังเห็นต่อไปว่า ระบอบดั้งเดิมกอรปด้วยความไม่ยุติธรรมอีกมากมาย  แต่จะอย่างไรก็ดีในสังคมชนิดนั้น คนชั้นล่าง พวกที่อยู่ใต้ถุนสังคม จะมีเสรีภาพอยู่อย่างหนึ่ง คือ เสรีภาพที่จะไม่ต้องเปรียบเทียบตนเอง กับคนเด่นคนดัง ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตในสังคม  แล้วก็เลยเกิดอดสูใจ ที่อยากจะเป็นคนสำคัญอย่างคนอื่นเขาบ้าง แต่ว่าตนเองสุดจะเอื้อม


สาม.ระบอบประชาธิปไตยก่อให้เกิดทรราชย์เสียงข้างมาก

ปกติเรานึกว่า ระบอบประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับ ระบอบทรราชย์เผด็จการ 

แต่ เดอ ต็อควิล มีข้อสังเกตว่า ประชาธิปไตยสามารถที่จะสถาปนาระบอบทรราชย์ชนิดพิเศษเฉพาะตัวขึ้นมาได้ คือ ทรราชย์เสียงข้างมาก 

เขาเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยไม่ชอบความเห็นต่าง หรือความแตกต่าง  ชอบแต่ความเหมือน ๆ กัน เสมอภาค เป็นระนาบเดียวกันทั่วไปหมด  ยิ่งความต่างอันเกิดจากการมีวัฒนธรรมสูงกว่า – cultural superiority ด้วยแล้ว ยิ่งจะไม่สบอารมณ์โก๋เอามาก ๆ ถึงแม้ว่าความต่างดังกล่าว จะอยู่คู่กับระบบคุณธรรม(merit)ก็ตาม

ในสังคมประชาธิปไตย ทรราชย์เสียงข้างมากจะมีสัญชาตญาณแหลมคม ดุร้าย ที่จะบั่นทอน เฉือน และลิดรอน ให้คนอยู่ในระนาบเดียวกัน  การกระทำนี้ - คือการเอาผิดกับคนสูงเหนือตน ถือว่าเป็นคุณงามความดีทางแพ่งด้วยซ้ำ  ใครจะโดดเด่นกว่า เป็นไม่ได้ เขาจะถูกตัด บั่น เชือด และทอนลง ให้ได้ระดับ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สมชาย นีละไพจิตร        ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เอกยุทธ อัญชันบุตร
สองคนนี้ ถูกฆ่าเฉย ๆ ในระบอบประชาธิปไตย  
ที่จริงพวกเขาน่าจะถูกฆ่า ในระบอบเผด็จการทหาร

                      
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จรัล ดิษฐาอภิชัย      











สองคนนี้ จรัล ดิษฐาอภิชัย กับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  ต้องคดี และลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ในยุคเผด็จการทหาร  ที่จริงพวกเขาน่าจะหนีไปในระบอบประชาธิปไตย


ผู้สรุปเป็นภาษาไทย: ภาษาไทยมีคำกลอนยุคประชาธิปไตย บรรยายลักษณะข้างบนไว้อย่างกินใจ  คอยสอนใจผู้คนในระบอบประชาธิปไตย เขียนโดยผู้ประพันธ์เป็นคนมีชื่อเสียง ซึ่งแม้ท่านจะไม่ได้เป็นนักเรียนฝรั่งเศส แต่ก็เคยอยู่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสนานหลายปี และเคยมีภรรยาเป็นชาวฝรั่งเศส  คำกลอนใจความว่า
              จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย
             ไม่มีใคร เขาอยากเห็น เราเด่นเกิน 

                                      ชื่อผู้ประพันธ์ หลวงวิจิตรวาทการ
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้แหละโยม โยมจะไม่พบคำประพันธ์สอนใจทำนองนี้  ในบทกวีโบราณก่อนยุคประชาธิปไตย เช่น โคลงโลกนิติ เป็นต้น

{คำชี้แจง เส้นประ....................==>>พื้นที่เชิงพาณิชย์ เติมเงินมา —แล้วจะเติมเนื้อหาเต็ม
หากสงสัย – โปรดอ่านคำชี้แจงที่ "ผมไม่ใช่ จิ้งหรีด นะครับ"


สี่. ประชาธิปไตยคอยปลุกปั่น ให้คนแว้งกัดผู้มีอำนาจหน้าที่โดยชอบธรรมในบ้านเมือง
คำว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ ในที่นี้แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า authority
ต็อควิล ไม่ค่อยจะสบอารมณ์กับการที่คนอเมริกัน แม้แต่คนที่หาดีอะไรในตนไม่ได้ ยังปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีใครดีกว่าตัว  แม้คนอื่นรายนั้นจะได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนมาเจ็ดปี เพื่อที่จะได้เป็นแพทย์  หรือเคยศึกษากฎหมายมาสองทศวรรษ หรือเคยเขียนหนังสือดีมากขึ้นมาเล่มหนึ่ง
ลักษณะหัวดื้อหัวแข็ง ไม่ยอมรับผู้อื่นง่าย ๆ เช่นนี้ ก่อผลเสียต่อเนื่องต่อไป  กลายเป็นว่าจะไม่ยอมรับผู้ใด ให้อยู่เหนือกว่าตนเป็นอันขาด  เขาจะไม่ “ก้มหัว” ให้ใคร
ต็อควิล เห็นว่าในสังคมหรือบ้านเมือง จะมีคนบางคนที่ฉลาดกว่า รู้มากกว่า มีเมตตาสูงกว่า มีความสำนึกเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่น ๆ อีกบางคน  สำหรับคนพวกนั้นเราพึงสนใจรับฟังเขา
แต่ระบอบประชาธิปไตย มีแนวโน้มที่จะลำเอียง ตะแคง และตะแบงเข้าหาลักษณะ “กึ่งรู้”  ภาษาอังกฤษว่า mediocrity คือ รู้มั่งไม่รู้มั่ง เท็จมั่งจริงมั่ง มั่ว ๆ ปน ๆ กันไป  ระบอบประชาธิปไตยชอบคน และสิ่งของ ประเภทนั้น
ผู้สรุปเป็นภาษาไทย: เข้าทำนองคำโคลงโบราณภาษาไทย ที่ว่า
                            รู้น้อยว่ามากรู้     เริงใจ
                        กลกบเกิดอยู่ใน      สระจ้อย

คำโคลงท่อนนี้ อิงอยู่กับนิทานสอนใจในดินแดนภารตะ  ซึ่งถูกเล่าต่อ ๆ กันมาไม่น่าจะต่ำกว่าสามพันปีมาแล้ว  ท่านสวามีวิเวกอนันต์ นำไปเล่าเผยแพร่ในตะวันตก เมื่อครั้งมีการประชุมนานาศาสนาโลก ในนครชิคาโก  สหรัฐอเมริกา พ.ศ 2436/ค.ศ.1893

                              


{คำชี้แจง เส้นประ....................==>>พื้นที่เชิงพาณิชย์ เติมเงินมา —แล้วจะเติมเนื้อหาเต็ม
หากสงสัย – โปรดอ่านคำชี้แจงที่ "ผมไม่ใช่ จิ้งหรีด นะครับ"

ห้า. ประชาธิปไตยบั่นทอนเสรีภาพ


ห้า. ประชาธิปไตยบั่นทอนความเป็นอิสระ และเสรีภาพของใจคน
เราเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ประชาธิปไตยส่งเสริมให้ประชาชนมีใจคอกว้างขวาง  แต่ ต็อควิล เห็นตรงข้าม 
เขาพบว่า ยากจะมีที่ไหนในโลก นอกจากที่อเมริกา ที่ผู้คนมีความเป็นอิสระเชิงความคิดเพียงน้อยนิด และมีเสรีภาพจิบจ้อยในการถกปัญหาอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุที่ถือกันว่า ระบบของตนเที่ยงตรงและยุติธรรม ชาวอเมริกันจึงยกเลิกที่จะคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์(critical thinking)  แต่กลับศรัทธาข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และนับถือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า สามัญสำนึก
และเนื่องจากอเมริกันเป็นชาติพาณิชย์กรรม(commercial society)  คนอเมริกันจึงมีสำนึกที่จะไม่เกินหน้าเกินตา หรือแตกต่างไปจากเพื่อนบ้านมากเกินไป เพราะเพื่อนบ้านอาจเป็นลูกค้าก็ได้
คนอเมริกันไม่ต้องการทำตัวเป็นคนต้นคิด  อยากอยู่เหมือน ๆ เพื่อนมากกว่า  ไม่ชอบที่จะแตกต่าง

สรุป ของ เดอ โบต็อน
แม้ ต็อควิล จะพูดถึงแง่ลบ ค่อนข้างมืด ๆ ของระบอบประชาธิปไตย  แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะแอนตี้ประชาธิปไตย หรือเป็นปฏิปักษ์ต่ออเมริกา
เขาเพียงต้องการจะชี้ให้เห็นว่า การมีชีวิตอยู่ในระบอบประชาธิปไตย  บางที และในบางแง่มุม จะกอรปด้วยลักษณะอันน่ารำคาญใจ และน่าอึดอัดขัดข้อง
เขากำลังมองโลกตามปรัชญา สโตอิค ที่ถือว่า ความเจ็บปวดบางอย่างเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต  อย่าได้ประหลาดใจ หรืออย่าตกใจ  มันเป็นราคาค่างวดของการมีชีวิตอยู่ในระบอบประชาธิปไตย  การเมืองของระบอบประชาธิปไตยมีข้อน่าเกลียดน่าอัปลักษณ์อยู่บางอย่าง บางประการ นั่นคือ ราคาของประชาธิปไตย  ที่มีทั้งอัปลักษณ์และยิ่งลักษณ์
และท่าน คุณ หรือเราทั้งหลาย ก็ต้องจ่ายราคาค่างวดดังกล่าวนั้น  เมื่อเรามอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ปวงชน


ปรีชา ทิวะหุต
หลังสวน ชุมพร
ผู้สรุปเป็นภาษาไทย
------------------------------------------------------------------------------------------------------- สนใจคำบรรยายต้นฉบับ ของ อะแลน เดอ โบต็อน เชิญตามลิงก์ ครับ








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น