open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

VillageLife อาจารย์อาลี ท่านเปล่งวาจา เป็นสัจจธรรม


จะว่ากันไปแล้ว สัจจธรรมของท่านไม่ได้เกี่ยงศาสนา ไม่ว่าฮินดู ซิกข์ อิสลาม พุทธ คริสต์ ฯลฯ

ก็เลยไหว้อาจารย์มาสักครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้ แสดงกิริยาผ่านทางสื่อเชิงเลข(ดิจิทัล) เป็นการไหว้ทักทายและขอบคุณ ซาบซึ้งกับวาทะของอาจารย์  กิริยาไหว้มีมาก่อนเกิดพุทธศาสนาหรืออิสลาม เท่ากับเปล่งวาจาภาษาอาหรับว่า ชูค-ครัน (ขอบคุณ)

ดินแดนภารตะแม้จะมีวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ในที่สุด เวลาจะขอบใจกันก็ต้องยืมภาษาอาหรับ ชูค-ครัน มาใช้  แม้ในทุกวันนี้คนฮินดูทั่ว ๆ ไป ก็พูดคำนี้



ชูค-ครัน ไม่ใช่ภาษาศาสนาใด และไม่ได้จำกัดตัวอยู่กับภาษาอาหรับอีกต่อไป แต่เป็นสากล – ในระดับหนึ่ง  ถ้าคนมุสลิมไหว้ไม่ได้ ก็เท่ากับบอกว่า คนฮินดูจะกล่าวคำว่า ชูค ครัน ไม่ได้  คนอินเดียก็จะใบ้แดกสะดุดกึกกันครึ่งค่อนประเทศ – นี่ แดง ใบเล่ พูดนะ ไม่ใช่อาจารย์อาลีพูด





ไล่แม่งไปอยู่ ซาอุดิอาระเบีย หรือ บังคลาเทศ เลยครับอาจารย์! 

อย่าอยู่เมืองไทย ไปอยู่ซาอุฯ หรือ บังคลาเทศ ไป๊ 

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

VillageLife ฟังคนไทย เชื้อสายอัฟกานิสถาน พูด – อยากไหว้สักครั้ง







ที่เวลาวีดีโอ ระหว่างประมาณ 01:14 – 01:48 เธอผู้มีนามเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Sophia Thaianant ตามวีดีโอแจ้งว่า เธอเป็นผู้ประกอบอาหารฮาลาล เลี้ยงอาสาสมัครมุสลิม ที่มาช่วยในเหตุการณ์เด็กติดอยู่ในถ้ำหลวง ขอคัดคำพูดภาษาไทยของเธอ (ซึ่งมีคำแปลเป็นตัวโปรยภาษาอังกฤษ) มาไว้ ดังนี้

          “ถ้าสังคม มีการว่า มอง...มอง มองแบ่ง...แบ่งชนชั้นเหมือนแบ่งเชื้อชาติ จะเป็นสังคมที่อ่อนแอ จริง ๆ”

          “มันเป็น.....มันเป็นซิทจุเอชั่น มันเป็น ที่สวยงาม ที่สร้างความเป็นหนึ่ง ยูนิตี้ ให้กับสังคมไทย”

          “...เห็นว่า ถ้าเกิดวิกฤติจริง ๆ เนี่ยะ คนไทยจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็หันหน้าเข้าหากัน”

          “มันเป็นสถานการณ์ที่ อยากให้มี และเกิดขึ้นในสังคมไทย ตลอดไป”     

ฟังแล้ว อยากจะไหว้เธอสักครั้ง




อ่าน VillageLife ทุกบท คลิกนี่เลย

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Village Life: คนประสาท ๆ

มีมากกว่าที่คิด 
และมักจะ อุบาทว์ ๆ

เราจะทำอย่างไรกับ คนประสาท ๆ และอุบาทว์ ๆ เหล่านี้  ภาษาอังกฤษท่านเรียกว่า toxic people ซึ่งบางที เราเอง เช่น ตัวผู้เขียนเองก็มีสิทธิเป็น

คนหนึ่ง-มันโทรบอกว่า มันจะบ้านผู้เขียน มันว่ามันจะมาเยี่ยม ผู้เขียนตอบว่า--อย่ามา มันยังบอกว่า คิดถึง มันจะมา  ผู้เขียนตอบไปว่าตัวเองอยู่ในสภาพไม่พร้อมที่จะต้อนรับแขก  มันบอกว่า มันไม่ได้เป็นแขกเหรื่อที่ไหน มันไม่ใช่คนอื่นคนไกล มันจะมา

โคดบัดซบเลย ผู้ที่จะพูดว่า คุณไม่ใช่คนอื่นคนไกล ไม่ได้เป็นแขกที่ไหน มาเที่ยวบ้านผมได้ ถึงแม้เวลานี้ผมจะไม่ค่อยพร้อมที่จะต้อนรับผู้มาเยือน เช่น ส้วมเต็ม เป็นต้น  ผู้พูดควรจะเป็น “กูผู้เป็นเจ้าบ้าน” ไม่ใช่มึงผู้เป็นอาคันตุกะ เสือกจะมาพูดรวบหัวรวบหาง-จะมาลุยกูถึงบ้าน  ไอ้ส้นตีน พูดเหมือนคนมีสมบัติผู้ดี แต่มันกลับข้างกัน กิริยามารยาทเขาไม่ได้มีไว้เพื่อรวบหัวรวบหางเอารัดเอาเปรียบ ฉกฉวย เอาจากคนอื่นหน้าด้าน ๆ เขามีไว้เพื่อรักษาดูแลมิตรภาพให้ดำเนินอยู่ได้ต่อไป

กิริยามารยาทเขาไม่ได้มีไว้พูดว่า กูไม่ใช่คนอื่นคนไกล เดี๋ยวกูจะไปลุยมึงถึงบ้าน

กิริยามารยาทเขามีไว้ให้พูดว่า มึงไม่ใช่คนอื่นคนไกล มึงมาหากูที่บ้านเด่ะ

ผู้เขียนได้ตอบไปเพียงว่า  เวลานี้ผมไม่ต้องการต้อนรับทั้งนั้น แม้จะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย  ผมพูดชัดเจนแล้วนะครับ ย้ำ--ชัดเจนนะครับ?  มันตอบว่า “ค่ะพี่”

Be clear, not clever.  

คือคติเวลานี้ของผม  แต่จะกระนั้นก็ดี ก็ไม่ได้บอกไปว่า เวลานี้ยาไวอากร้าหมด และหมอห้ามกินเป็นการชั่วคราว

อีกคนหนึ่งเพศชาย คนนี้กับลูกเมียมันวิวาทกับเขาหมด พวกเขาไม่เอามันแล้ว  มันเที่ยวสอดส่ายสายตาหาเหยื่อ พล่ามพรรณนา ย้ำคิดย้ำทำย้ำพูด พูดแต่โรคภัยที่เบียดเบียนตัวมัน ซ้ำ ๆ ซาก ๆ รักษาไม่หาย  ผู้เขียนเคยแนะนำให้ลองเลี้ยงหมา แล้วพูดให้หมาฟัง  แต่มันและคนบัดซบพวกนี้ มักจะไม่ใช่ dog people  มันไม่รักหมารักแมวหรอก

ผู้เขียนบอกไปว่า โรคภัยของคุณ ๆ เล่าให้ผมฟังหลายครั้ง จนผมจำได้หมดแล้ว ว่าอาการและรายละเอียดขั้นตอนเป็นอย่างไร  ไม่มีอะไรใหม่

คุณควรไปพบ จิตแพทย์

ที่จริงรายการทำนองนี้มีมากกว่าสองคน อีกคนหนึ่งเพศหญิงเคยรู้จักกันมาก่อน ตอนนั้นเลิกกับผัว มีลูกสองคน โต ๆ กันแล้ว  มันติดต่อผ่าน social networking บอกผู้เขียนว่า เวลานี้มันเป็นโสดอยู่คนเดียวแล้ว และไป “ทำสาว” มาแล้ว เครื่องของมันฟิตดีมาก  มันจะมาหาที่บ้าน  ผู้เขียนทำเป็นไขหู ไม่รู้ไม่ชี้ไม่ฟัง เพราะของพรรณนี้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องฟิตอย่างเดียวแล้วจะโอเค  องค์ประกอบมากกว่านั้นนะเจ๊  ถ้าจะเครื่องฟิตอย่างเดียวแล้วโอเค - เล่นจิ๋มกระป๋องได้ครับ

มันรู้จักผิวเผินอยู่กับเพื่อนผู้เขียนในพื้นที่  มันพูดจาหลอกต้มจนเพื่อนตายใจ  แล้วมันนั่งเครื่องมาลงที่สนามบินสุราษฎร์  นัดให้เพื่อนไปรับ  พอรับออกจากสนามบิน มันบอกให้พามาหาผู้เขียนที่บ้าน  เพื่อนโทรมาบอกว่า เนี่ยะกำลังขับรถจะพาเจ๊แกมาหาที่บ้าน - มึงอยู่บ้านเปล่า?   

ไม่ทราบว่า เทพยดาฟ้าดินองค์ใดมาช่วยผู้เขียนไว้ในครั้งนั้น  ผู้เขียนอยู่บ้านญาติที่ไชยา ไม่ได้อยู่บ้านเอง จึงตอบเพื่อนไปตามนั้น เพื่อนบอกถ้างั้นเนี่ยะกูขับรถออกจากสนามบินสุราษฎร์ ใกล้ถึงทางเข้าไชยาแล้ว มึงมารอที่สถานีรถไฟไชยานะ ผู้เขียนเห็นใจและเกรงใจเพื่อน ตอบว่า โอเค แต่ว่า-เดี๋ยวเราพาเจ๊แกไปพักโรงแรม ในเมืองหลังสวนนะ อย่ามาบ้านกู

ไปถึงที่โรงแรม ซึ่งเป็นโรงแรมสะอาดสะอ้าน ท่าทางสุภาพและดี เขาให้ห้องชั้นสองกะเจ๊
ได้ห้องแล้วผู้เขียนก็บอกแกว่า อยู่ชั้นสองเอง ขึ้นไปซี เดี๋ยวผมนั่งรออยู่หน้าเคาน์เตอร์  

 เจ๊แกบอกผู้เขียนว่า “ขึ้นมาด้วยกันซี ไม่เป็นไรหรอก.....”

ผู้เขียนจึงพูดซ้ำ ลอกเลียนปลายประโยคของแกไปว่า “ไม่เป็นหรอก... ขึ้นไปเถอะ รออยู่นี่แหละ”  

แม้จะถือคติ Be clear, not clever. 

แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้บอกตรง ๆ กับแกว่า “ผมกลัวเจ๊ข่มขืน” เพราะถ้าพูดอย่างนั้น แกอาจตัดสินใจข่มขืนผู้เขียนที่หน้าเคาน์เตอร์ เลยก็ได้ ใครจะรู้? โธ่-ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า Safety First

 

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

VillageLife: แนะนำ เพลงชาติ มาเลเซีย 31สค. วันชาติมาเลย์ฯ


เพลงชาติมาเลเซีย เพื่อนบ้านด้านใต้ แต่เขื่อนไม่แตก ของเรานั้น  ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านได้ยินชื่อเพียงครั้งเดียว จะจดจำชื่อเพลงได้ตลอดชีวิต  ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจไม่เคยรู้จักเพลงชาติมาเลเซียมาก่อนเลย

ชื่อเพลง เป็นการผสมคำระหว่างคำภาษาสันสกฤต กับ คำภาษามาเลย์  คนไทยทุกคนจะรู้จักทั้งคำสันสกฤตคำนั้น  ส่วนคำมาเลย์คำนั้น  แม้จะไม่เคยรู้ภาษามาเลย์มาก่อน - คนไทยก็จะรู้จัก คนไทยที่ไม่รู้จักคำมาเลย์คำนี้ – ให้ไปตายซะ (ขออภัย เขียนให้มีสีสัน ไม่ได้แช่งใคร)

เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านที่เคารพ ได้ยินชื่อเพียงครั้งเดียว ก็จะจำชื่อเพลงชาติมาเลเซียได้ตลอดชีวิต  

ชื่อไร วะ? 

ถ้าได้ยินแล้ว กูจำไม่ได้ตลอดชีวิต คนเขียนเดือดร้อนนะ บอกไว้ก่อน

สงบสติ สะตีน ไว้ก่อนครับพี่ โปรดฟัง.....

เพลงชื่อ Negaraku อ่านว่า เน-กะ-รา-กู  ซึ่งไม่ใช่อื่นไกล คือ “นครากู”  หรือ “บ้านเมือง(ของ)กู” นั่นเอง
คำว่า “นครา” ไม่ต้องพูด มาจากภาษาแขกที่ทุกคนรู้  พิจารณาคำว่า “กู” กันดีกว่า

คำว่า “กู” ในภาษามาเลย์ เป็นคำพ้องเสียง homonyms คือมี same phonological shape - กับคำว่า “กู” ในภาษาไทย

ไม่แต่เท่านั้น  ยังพ้องความหมายด้วย - นี่มองในแง่ semantic หรือความหมายของคำ คือ กู ภาษามาเลย์ กับ กู ภาษาไทย ความหมายเดียวกัน คือเป็น บุรุษสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่ใช้ในกรณีสามัญทั่วไป ถ้าเป็นกรณีไม่สามัญ คือเป็นวิสามัญ  ภาษาไทยอาจใช้ ข้าพเจ้า หม่อมฉัน กระผม ผม ข้อย ข้าน้อย ฯลฯ  ส่วนภาษามาเลย์จะใช้คำว่า “ซายา”(มีคำเดียว)

ยังมีเหมือนกันอีกลักษณะหนึ่ง คือ ลักษณะของการ “อนุญาตให้ตามติด” หรือ licensing ซึ่งเป็นแนวคิดใหญ่ในวิชาภาษาศาสตร์  คำนามในภาษามาเลย์ กับ คำนามในภาษาไทย ต่างก็ “อนุญาตให้ตามติด” หรือ license ให้มีบุรุษสรรพนามตามติดได้ แล้วมีความหมายแสดงความเป็นเจ้าของ  เช่น ภาษามาเลย์ว่า รูมะ กิตา  ภาษาไทยว่า บ้านเรา (ความหมายตรงกัน)

ภาษาอังกฤษจะต้องตามด้วย prepositional phrase ว่า the house of me, of him, of them
กรณีนี้ บุรพบท “ของ” ไม่จำเป็น ทั้งในภาษามาเลย์และภาษาไทย  เพราะฉะนั้น เนกะรากู ก็คือ บ้านเมืองกู

เนื้อร้องเต็ม
Negaraku
Tanah tumpahnya darahku
Rakyat hidup bersatu dan maju
Rahmat bahgia Tuhan kurniakan
Raja kita selamat bertakhta
Rahmat bahgia Tuhan kurniakan
Raja kita selamat bertakhta

ประเด็นเล็ก ๆ ประเด็นสุดท้ายที่จะชี้ให้ดูและฟัง  คือที่เวลาวีดีโอประมาณ 00:44 ร้องว่า
“Raja kita”

ซึ่งหมายถึง พระราชาของเรา(พระราชาประเทศมาเลเซีย)  กิตา แปลว่า เรา  เช่น รูมะ กิตา แปลว่า บ้านเรา

คนไทยที่พูดภาษามาเลย์ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  ในอดีตจะเรียกพระเจ้าแผ่นดินไทยว่า ราชา(หรือ รายา) สิ-ยาม  ซึ่งหมายถึง พระราชาสยาม

ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่เก้า คนจำนวนมากจำนวนหนึ่ง(ไม่ใช่ทุกคน) จะหันมาเรียกพระมหากษัตริย์ไทยว่า รายา กิตา ไม่ได้เรียก รายา สิยาม เหมือนแต่ก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเดชะพระเมตตาบารมี

เป็นการแสดงการยอมรับ แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความสนิทชิดเชื้อ  ขอให้ความกลมเกลียวแม้จะเพียงส่วนหนึ่งส่วนเดียวนี้ ดำรงอยู่ชั่วกาลนาน (คนเหี้ย ๆ ย่อมมีบ้าง เราไม่ว่ากัน คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ ที่เหี้ย ๆ ก็มีเยอะทุกรูปแบบ อย่ามามั่ว ๆ ว่าแต่คนสัญชาติไทยทางใต้)

ขออภัย ย่อหน้าข้างบน ไม่สำคัญหรอก ผู้เขียนเพ้อ ๆ เขียนไปงั้นเอง อ่านแล้วก็ลืมซะเถอะ  ที่สำคัญคือ การได้มีโอกาสชี้ให้ท่านเห็นว่า ภาษามาเลย์กับภาษาไทย ใกล้ชิดกันมากกว่าที่บางท่านอาจคาดคิด และที่สำคัญกว่านั้น หวังว่าท่านคงจะจดจำชื่อเพลงชาติมาเลเซีย ได้จนกว่าขีวิตจะหาไม่ ขื่อเพลง

“เน กะ รา กู”  ครับ



วีดีโอ เพลงชาติ มาเลเซีย เพลง เนกะรา กู







สนใจอ่าน VillageLife บทอื่น ๆ คลิกนี่เลย

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

VillageLife: (คนเป็นพิษ ตอน 3/4) สูตร 2 วิธีจัดการ กับมนุษย์เป็นพิษ

คนเป็นพิษ ตอน 3/4

หลังจากอารัมภบทเกี่ยวกับคนเป็นพิษ พอหอมปากหอมคอแล้ว อาจารย์ลีโอ เจ้าของ Acualized.org แกก็เสนอวิธี “ให้ตัดทิ้ง” คือตัดสัมพันธ์นั้นให้ขาด ซึ่งผู้เขียนก็เคยทำอย่างที่อาจารย์สอน ทั้งเมื่อครั้งอยู่ในกทม. และแม้เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว ก็มีโอกาสได้ปฏิบัติ ปรากฏว่า ได้ผลดีครับ

ที่ยากกว่าการตัดขาด ก็คือ ตัดไม่ได้ขายไม่ขาด  โห นี่กรณีแบบนี้โคดยากเลย ที่เวลาวีดีโอ 19:50 ท่านสอนว่า ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะตัดขาดได้ เราควรทำอย่างไร? 

ท่านเสนอให้หาวิธี หาทางบรรเทาทุกข์ ลดทอนผลเสีย ผ่อนความเสียหาย ที่คนเป็นพิษจะก่อให้เกิดแก่ชีวิตเรา

ซึ่งในบทความบท “วิธีจัดการ กับมนุษย์เป็นพิษ สูตร2” นี้ ผู้เขียนจะสรุปวิธีบรรเทาทุกข์ ลดทอนความเสียหาย ที่ท่านอาจารย์สอนไว้ ในวีดีโอตั้งแต่เวลาประมาณ 19:50 โดยผู้เขียนจะละเว้น ไม่พูดถึง “การตัดทิ้ง” ในช่วงต้นวีดีโอ

โดยสรุป ท่านอาจารย์สอนวิธีบรรเทาทุกข์ บรรเทาพิษ และลดทอนผลเสีย ไว้ 4 วิธี ดังนี้

อาจารย์ ลีโอ



วิธีที่หนึ่ง แก้ไขในทางยาว หรือ long term solution
ท่านบอกว่า เราต้องนั่งลง สงบสติอารมณ์ แล้วให้ยกร่าง ออกแบบชีวิตเสียใหม่ – ต้อง re-design your life กันเลย ทำขนาดนั้น และยอมเสียเวลา - แต่ต้องทำ  ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยทำมาแล้วครั้งสองครั้ง คือ ยกร่าง ออกแบบชีวิตตัวเองเสียใหม่(redesign หรืออาจจะ re-engineering your life) จากประสบการณ์ส่วนตัว ขอยืนยันว่า วิธีนี้ที่อาจารย์ลีโอสอน ใช้ได้ครับ ดีมากด้วย  แต่ตัวเราจะต้องมีมานะอดทน เพื่อผลดีระยะยาว

ชีวิตที่ออกแบบใหม่ของเรา หรือยังคงรูปเดิมแต่จัดระบบภายในเสียใหม่(re-engineering) จะไม่อ่อนไหวต่อพิษร้าย และไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคนเป็นพิษอีกต่อไป(ในระยะยาว) คบหาสมาคมแต่กับ non-toxic people  

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนกำลังอยู่ระหว่างออกแบบชีวิตตัวเองใหม่ครั้งสองครั้งนั้น แต่ละครั้งผู้เขียนไม่เคยแพร่งพรายให้คนเป็นพิษมันรู้ คือเรา completely shut-up อีกนัยหนึ่ง “หุบสนิท”  พอเราเปิดตัวอีกที เราก็เป็นมนุษย์ผู้มีชีวิต ที่ไม่เหมือนเก่าแล้ว สดใสใหม่ถอดด้าม  คนเป็นพิษมันเคยคอมเม้นต์ผู้เขียน ว่างัยรู้มั๊ย? มันบอกว่า “ยังกะถูกล็อตเตอรี” 

ผู้เขียนอยากจะต่อประโยคให้มัน ว่า  “...ที่หลุดออกจากเงื้อมตีนโสโครกของมึง ได้อย่างงดงาม คาดไม่ถึง”