open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Village Life: ราคาค่างวด ของการดำรงอยู่กับสัมพันธภาพนี้ เป็นอย่างไร?



ท่านผู้อ่านและตัวผู้เขียนเอง เราต่างคงจะเคยมีสัมพันธภาพที่ต้องขาดสะบั้นลง และเราต่างก็คงมีสัมพันธภาพปัจจุบัน ที่เราจะต้องประเมินใหม่

หลักการประเมินสัมพันธภาพ ที่ผู้เขียนเห็นว่าดีสำหรับตัวเอง และเคยใช้มาแล้ว ตลอดจนยังคงใช้อยู่ ได้แก่การพยายามตอบคำถามว่า “ราคาค่างวด ที่เราต้องจ่ายเพื่อดำรงอยู่กับสัมพันธภาพนี้ เป็นอย่างไร?”  ซึ่งเรียบเรียงมาจากคำของท่านผู้รู้ ในภาษาอังกฤษว่า What is my cost for being in this relationship?

เรื่องนี้ไม่ใช่การคิดเล็กคิดน้อย หรือคิดเป็นประเด็นเศรษฐกิจหรือการบัญชี  เรื่องนี้ไม่ใช่ การประเมินความคุ้มค่า ที่เรียกกัน cost-benefit analysis  คนละเรื่องกันเลยอ่ะ

เรื่องนี้ เราประเมินราคาค่างวด หรือ cost แต่เพียงอย่างเดียว
 
เราไม่คำนึงถึง ผลได้-หรือผลประโยชน์ หรือ benefit  หากเราประเมินราคาค่างวดแล้วเรารับไม่ไหว เราก็ต้องแจ้งแก่อีกฝ่ายหนึ่ง จะเป็นเพื่อนหรือกิ๊ก หรือ ฯลฯ ว่า “โปรดจูบลาฉัน” Please kiss me goodbye. เราจะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ หรือผลได้(ที่อาจมีมากมหาศาล)

เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ การคิดความคุ้มค่าที่เรียกว่า cost-benefit analysis ซึ่งเขาวิเคราะห์ทั้งสองทาง ทางใด้และทางเสีย วิธีคิดที่ผู้เขียนนำคำแนะนำของท่านผู้รู้มาใช้นั้น  เราจะคิดทางเสีย - ทางเดียวเท่านั้น

ในชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ใช้หลักการนี้โดยตลอด  การตัดสินใจเชิงสัมพันธภาพครั้งสำคัญ เช่น การออกจากงาน หรือสัมพันธภาพส่วนตัว  ถ้าราคาค่างวดของการคงอยู่ในสัมพันธ์ ผู้เขียนรับไม่ไหวอีกต่อไป แม้ผลได้หรือผลประโยชน์จะมาก ผู้เขียนก็จะ kiss my partner goodbye  หรือหากบังเอิญคู่สัมพันธ์ที่คิดเหมือนกับผู้เขียน ทางฝ่ายนั้นก็จะ kiss me goodbye

ผู้เขียนไม่ได้วิเคราะห์เรื่องความคุ้มค่า

อย่างไรก็ดี ราคาค่างวดของสัมพันธภาพ ไม่รวมถึงค่าที่เราต้องลงทุนลงแรงทะนุบำรุงสัมพันธภาพนั้น-นี่เป็นเรื่องธรรมดา เราจะไม่นำมาคิด  หรือเรื่องที่เราจะต้องเสียสละบ้าง ในการคบหาสมาคมกัน-นี่ก็ธรรมดา ไม่นำมาคิด  ประเด็นที่นำมาคิดคือ การที่เราจะต้องละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง ต้องสละตัวตนเป็นกระบิ ๆ เพื่อเบียดตัวไปลงในกรอบของอีกฝ่ายหนึ่ง นี่-เรื่องนี้รับไม่ได้

Kiss me goodbye, please.





สนใจ อ่าน VillageLife บทอื่น ๆ คลิกนี่เลย

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Village Life: (คนเป็นพิษ ตอน 2/4) วิธีจัดการ กับมนุษย์เป็นพิษ toxic people สูตร 1

คนเป็นพิษ ตอน 2/4


การต้องคบหาสมาคมกับมนุษย์เป็นพิษ เช่นอยู่ในสำนักงานเดียวกัน เป็นเวรกรรมอย่างหนึ่ง และเป็นภัยต่อสวัสดิภาพของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น เพียงการนั่งฟังเรื่องราวจากปากของมนุษย์เป็นพิษ อย่างน้อยก็ทำให้เวลาวันนั้นของเรา เศร้าหมอง อาจพาลเครียดไปด้วย และรับพิษมาเข้าตัว  ดังนั้น แทนที่จะโยนเสื้อชูชีพให้เขา เรามาโยนเสื้อชูชีพให้ตัวเราเอง จะ “ดี ฝ่า เยอะ เลย”

 วีดีโอ อจ.Preet Kalsi


ท่านอาจารย์ Preet Kalsi แนะนำเราว่า เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร กับมนุษย์เป็นพิษ วิธีนี้เป็นศิลห้าของท่านอาจารย์ เพื่อจัดการกับมนุษย์เป็นพิษ จะขอเลียนแบบมาสรุปเสนอ ดังนี้

ศีลข้อหนึ่ง. เลิกทำเป็นคนมารยาทดี แสร้งทำเป็นว่า ความประพฤติเป็นพิษของคุณ มันไม่เป็นไรหรอกสำหรับฉัน - ฉันรับได้  

ให้บอกตัวเอง เตือนตนว่า ความประพฤติเป็นพิษของเขา ฉันรับไม่ได้ (แต่อย่าไปบอกมัน) ให้เตือนตนก่อนเป็นเบื้องปฐม สำคัญมากนะการเตือนตนให้ยอมรับว่ามันเป็นพิษ เพราะจะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป.....

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Village Life: (คนเป็นพิษ ตอน 1/4) คนเป็นพิษ


 คนเป็นพิษ ตอน 1/4

Toxic people ไม่เหมือน toxic substance

ผู้เขียนงัย เคยเป็น คนเป็นพิษ มาในอดีต และท่านผู้อ่านเองก็มีสิทธิกลายเป็น คนเป็นพิษ ได้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น คนเป็นพิษ toxic people ไม่ใช่ “คนอื่น”  เราเองต่างคนต่างก็อาจกลายเป็น คนเป็นพิษ ได้ ในบางเวลาในชีวิตเรานี้

เช่นไร คนดี ๆ เช่นตัวท่านผู้อ่านเป็นต้น  อยู่ดี ๆ ดันแปลงสสารกลายเป็น คนเป็นพิษ(ต่อสิ่งแวดล้อมและคนแวดล้อม)

1)   กำลังตกอยู่ในภาวะเครียดจัด หดหู่ สิ้นหวัง – depression

2)   มองโลกในแง่ลบ ติดลบตลอด โลกนี้ไม่เห็นจะมีอะไรดี เหี้ย ๆ ทั้งนั้นเลย  และเห็นว่าตนเองเป็นผู้ตกเป็น “เหยื่อ” ในสถานการณ์ชีวิตนานาลักษณะ

3)   คิดอ่าน ดิ้นขลุกขลักอยู่แต่ในกล่อง ยึดหลักการแบบหัวชนฝา มีสภาพจิตที่ปิดกั้นดันทุรัง

4)   อยู่ในสภาพมักโกรธ ขี้โกรธ มักจะบันดาลโทสะ ประจำ

5)   เห็นว่าโลกนี้คือละคร จนติดเป็นสันดาน กล่าวคือ เห็นความเป็นจริงนานา ที่เกิดขึ้นรอบตัว เป็น drama ไปหมด  เรื่องธรรมดา ๆ เช่น ปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ ก็จะทำให้กลายเป็น drama เช่น ขี้จะแตกแล้ว หรือเยี่ยวมันซึมออกมาแล้วอ่ะ ในชีวิตจะไม่มีอะไรที่ ไม่ dramatic แม่งจะ dramatic ไปเสียทุกเรื่องและตลอดทั้งวัน

6)   อาจกำลังอยู่ระหว่างประกอบอาชญากรรมเล็ก ๆ หรือใหญ่ ๆ อะไรอยู่สักอย่าง

7)   อาจกำลังเสพติดอะไรบางอย่าง เช่น ติดเกม ติดกาแฟ ติดยา เสพติดอาหารมัน ๆ เช่น ข้าวขาหมูแบบเอามันเยอะ ๆ ไม่ได้เล่นเกมตามปกติ กินกาแฟตามปกติ กินยาตามปกติ หรือกินข้าวขาหมูปกติ  แต่ทำไปเพราะเสพติด

7 ประการนี้ ท่านว่า อาจเป็นเหตุให้บุคคลผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นตัวผู้เขียนเอง หรือตัวท่านผู้อ่านที่เคารพ กลายเป็น คนเป็นพิษ – toxic people