open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ่าน อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อ่าน อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อ่าน อิสลาม ตอนที่สอง

ตอนที่ 2. หนึ่งในสี่ ที่สองของหนังสือ 
หน้า325 ถึงหน้าประมาณหน้า 600 เศษ
เสนออีก 7 ประเด็น ๆ ที่ 8 - 14



ประเด็นที่ 8 เกี่ยวกับการค้าทาส ในโลกมุสลิมโบราณ

ทาสผิวขาว(ฝรั่ง)ในอาณาจักรโอโตมาน(แขกเตอร์ก)นั้น  พวกตาด หรือ ตาตา จะเป็นคนค้าทาส โดยไปปล้นเอาคนมาจากหมู่บ้านในอูเครน และดินแดนใกล้เคียง แล้วนำมาขายเป็นทาสในนครอิสตันบุล หรือเมืองอื่น ๆ ในอาณาจักรโอโตมาน  กิจกรรมนี้พวกตาดทำมานานนับศตวรรษ

ส่วนทาสผิวดำจากอัฟริกา เส้นทางค้าทาสสมัยโบราณมายังโลกมุสลิม มีสามทางคือ
1)   จากอัฟริกาตะวันตก  ซึ่งปัจจุบันเราจะพบประเทศ ๆ หนึ่ง ชื่อ ประเทศกิเนีย  คำ ๆ นี้มาจากภาษาพวกแบร์แบร์ ในอัฟริกาเหนือ ที่ไม่ใช่คนผิวดำ แปลว่า “ดำ”  พวกฝรั่งนำคำ ๆ นี้มาตั้งชื่อเกาะในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก อินโดเนเซียปัจจุบัน ว่าเกาะนิวกิเนีย  ทาสจะถูกต้อนข้ามทะเลทรายซาฮารา เข้ามาในประเทศมอรอคโค ในอัฟริกาเหนือ ริมทะเลเมดิเตอเรเนียน
2)   เส้นทางตามลำน้ำไนล์ ทาสจะถูกนำมาจากประเทศซูดาน ล่องตามลำน้ำเข้ามาในประเทศ    อีจิปต์
3)   จากอัฟริกาตะวันออก ติดมหาสมุทร์อินเดีย ทาสจะถูกลำเลียงเข้ามาทางทะเลแดง มายัง  ดินแดนอาระเบีย อิรัค อิหร่าน เป็นต้น  (หนังสือ ประมาณหน้า 350)

และยังมีการค้าทาสลักษณะพิเศษ ได้แก่ พ่อค้าคหบดีที่เดินทางจากอัฟริกา มาเมกกะหรือเมดินะ จะมีพวกลูกหาบ บ่าวไพร่ บริวาร ช่วยแบกหามมาเป็นกระพรวน  พอเดินทางถึงอาระเบีย  คหบดีท่านก็จะปลดระวางลูกหาบ บริวาร บ่าวไพร่ เหล่านั้น โดยนำไปขายในตลาดค้าทาส  เสี่ยรับทรัพย์เหนาะ ๆ  นักประวัติศาสตร์บางท่านเรียกทาสประเภทนี้ว่า “เช็คเดินทาง” หรือ “travellers’ cheques”


ประเด็นที่ 9 อิสลาม มองศาสนาคริสต์และศาสนายิว อย่างไร

ทั้งอิสลาม คริสต์ และยิว ต่างก็เป็นศาสนานับถือพระเจ้าองค์เดียว(monotheism)  ซึ่งศาสนาพระเจ้าองค์เดียวจะวางรากฐานอยู่กับการประทานสัจธรรม(revelation)ขององค์พระผู้เป็นเจ้า  โดยที่ ผู้รับสมาทานสัจธรรม ทางอิสลามท่านเรียกว่า “ahl al-kitab”  แปลว่า “คนของหนังสือ” ภาษาอังกฤษว่า people of the book ถ้าจะแปลว่า ผู้นับถือพระคัมภีร์ ก็ไม่น่าจะผิด  และพระคัมภีร์ที่ว่านั้น ได้แก่ คัมภีร์ตัลมุด ของคนยิว ไบเบิล ของคริสเตียน และพระคัมภีร์ อัล กุระอ่าน ของอิสลาม

ผู้เขียนบลอค เคยได้ยินพวกฝรั่งที่สนใจเทววิทยา พูดคำ ๆ นี้บ่อย ๆ คือ คำว่า “คนของหนังสือ” หรือ people of the book  ซึ่งศาสนาพระเจ้าองค์เดียวเป็นใหญ่ ก็จะถือว่า “หนังสือ” นั้นคือโองการของพระเจ้า หรืออย่างน้อยก็ต้องเขียนขึ้นจากแรงดลใจของพระเจ้า  แต่ฝรั่งผู้หนึ่งที่ใช้วลีนี้ เขานำมาใช้นอกเขตศาสนจักร  คือ นำมาอ้างเพื่อส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือ ให้เห็นความสำคัญของหนังสือ

เนื่องจากผู้เขียนบลอค เป็นนักเรียนภาษาฮินดี อ่านอักขระเทวนาครีออก และเวลานี้ก็เป็นนักเรียนภาษาอินโดเนเซียด้วย  จึงพบว่า คำว่า กิ-ต้าบ หรือ kitab นั้น ได้กลายเป็นคำยืมอยู่ในภาษาฮินดีและภาษาอินโดเนเซีย  ทั้งสองภาษานี้เรียกหนังสือว่า “กิ-ต้าบ”  โดยที่ เทวนาครี อันเป็นอักขระที่ใช้เขียนสันสกฤตและฮินดี เขียน กิ ต้าบ ว่า किताब

เนื่องจาก คัมภีร์ทั้งของยิว คริสต์ และอิสลาม เฉพาะตอนต้น ๆ จะคล้าย ๆ กัน เล่าเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่องราวในพระคัมภีร์เก่า หรือ The Old Testament ของคริสเตียน ที่ปัจจุบันเมื่อแปลไบเบิลกันใหม่ ก็เรียกพระคัมภีร์เก่าในไบเบิล ว่า “พันธสัญญาเดิม” นั้น ก็จะมีอยู่ใน อัล กุระอ่าน  ดังนั้น คำถามจึงมีว่า แล้วอิสลามมองหนังสือ(คัมภีร์)ก่อนหน้า อัล กุระอ่าน อย่างไร?  ในเมื่อต่างก็เป็นโองการ หรือการดลใจ ของพระเจ้าองค์เดียวกัน

แรก ๆ ที่แปลคัมภีร์ไบเบิล ออกเป็นภาษาอินโดเนเซีย  ยังแปลคำว่า “พระเจ้า” เป็นภาษาอินโดเนเซีย ว่า “องค์อัลเลาะห์”  ในการแปลลำดับต่อ ๆ มาดอก ที่เลิกแปล “God” ว่า อัลเลาะห์ ในภาษาอินโดเนเซีย

ผู้เขียนบลอคเห็นว่า การเข้าใจประเด็นนี้ คือ อิสลามมองคัมภีร์ที่มาก่อนหน้า อย่างไร? น่าจะเป็นกุญแจดอกหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราเห็นความแตกต่างของทั้งสามศาสนานั้น โดยอาศัยมุมมองของอิสลามิก ทั้งนี้เพราะว่าเรานับถือเทพหลายองค์ และไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ กับศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวเป็นใหญ่

อัลเลาะห์ รักษ์ รามัน ศิลปินผู้เรียบเรียงเสียงประสาน(ดนตรี)มือหนึ่งของอินเดีย  ผู้ทำดนตรีให้หนังสือบอลลีวูดดัง ๆ ผู้เรียบเรียงเสียงประสานให้กับเพลงชาติอินเดีย(ชะนะ คะณะ มานะ) ผู้ทำดนตรีให้กับเพลง ไหว้พระแม่ธรณี(บันเด มาตะรัม) อันเป็นเพลงระดับชาติของอินเดีย ฯลฯ  แต่เดิมเขานับถือศาสนาฮินดูซึ่งมีเทพเต็มสวรรค์ไปหมด แต่ต่อมาเขาหันมานับถือศาสนาอิสลาม  เขาให้เหตุผลว่า ชีวิตเขาง่ายขึ้นเยอะ ตั้งแต่หันมานับถือศาสนาพระเจ้าองค์เดียว


ภาพถ่ายหนังสือ หน้า 467

หนังสือ อิสลาม ของ ลิววิส หน้า 467 ตามภาพถ่าย  ย่อหน้าที่ 3 ระบุว่า  อิสลามถือว่าศาสนายิว และ คริสต์ เป็นรูปแบบเก่าของการประทานสัจธรรมของพระเจ้า ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่แล้วเสร็จ  โดยที่แท้จริงแล้ว ทั้งยิวและคริสต์ ก็คือ อิสลาม นั่นเอง  แต่เป็นอิสลามที่ยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่แล้วเสร็จ


ประเด็นที่ 10 คำสอนที่กินใจ


การแผ่ขยายของอิสลามระยะแรก ปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ในตะวันออกกลาง และอัฟริกาเหนือ  ดินแดนดังกล่าวนั้นมีทั้งคนยิว คริสเตียน พวกโซโรอาสเตอร์ และอื่น ๆ อยู่อาศัยกันมาแต่เก่าก่อน จึงเลี่ยงไม่พ้นที่ผู้ปกครองที่เป็นมุสลิม จะต้องมีคนนอกศาสนาอยู่ใต้การปกครองของตน

กาหลิบ อุมาร์ที่หนึ่ง (เป็นกาหลิบที่สำคัญมาก ๆ ในประวัติศาสตร์อิสลามตอนต้น ได้ขยายอิสลามปกครองดินแดนถึงสองในสาม ของพื้นที่อาณาจักรโรมันตะวันออก) ได้เคยเตือนไว้ว่า

“ระวังนะ ถ้าจะแต่งตั้งคริสเตียนหรือยิว ไว้ในตำแหน่งอันสูง เพราะโดยศาสนาของพวกเขา เขาเป็นคนขี้ฉ้อ  และการคอรัปชันขัดต่อหลักอิสลาม”

ต่อมา นักกฎหมายอิสลามผู้หนึ่ง ในศตวรรษที่สิบสาม ได้แสดงความเห็นไว้ชัดเจน เกี่ยวกับการแต่งตั้งคนนอกศาสนาไว้ในตำแหน่งอันสูง  ความตอนหนึ่งปรากฏในหนังสือหน้า 476 ดังภาพถ่าย ความว่า

Dieu dit: Ô vous qui croyez, ne mettez pas votre confiance en des gens qui ne sont pas de vôtres car ils ne reculeront devant rien pour vous nuire; leur désir est que vous soyez ruinés; leur haine se manifeste par la bouche, mais ce qui est caché dans leur cœurs est pire encore …..
 หนังสือหน้า 476
แปล:
พระเจ้าตรัสว่า: โอ เจ้าผู้ศรัทธา เจ้าอย่าได้วางใจกับคนที่ไม่ใช่หมู่เหล่าของเจ้า  เพราะว่า พวกเขาจะไม่ยั้งมือที่จะทำร้ายเจ้า  ความปรารถนาของพวกเขาก็คือความหายนะของเจ้า  ความเกลียดชังของพวกเขาแสดงออกด้วยวาจา  แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจ ยิ่งร้ายไปกว่า.....



ภาพถ่ายหนังสือหน้า 476


ประโยคที่กินใจ คือ mais ce qui est caché dans leur cœurs est pire encore ….. 
แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจ ยิ่งร้ายไปกว่า.....


อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติของการเมืองการปกครอง พวก “ดฮิมมิ”(dhimmi)” หรือศาสนิกในศาสนาอื่น ที่อยู่ใต้การปกครองของมุสลิม โดยทั่วไปแล้วก็ไม่ได้ถูกกดขี่หรือกีดกันอย่างรุนแรงแต่ประการใด ตัวอย่างเช่น เมื่ออาณาจักรไบแซนไทน์(อาณาจักรโรมันตะวันออก) ส่วนที่อยู่ในตะวันออกกลาง ต้องตกเป็นของพวกอาหรับ  ประชาชนให้การต้อนรับเจ้านายรายใหม่ด้วยดี เพราะเห็นว่า กดขี่ข่มเหงน้อยกว่าอำนาจการปกครองของไบแซนไทน์ (ย้อนกลับไปหนังสือหน้า 113)

หรือแม้แต่คนยิว ก็ไม่ได้ถูกบังคับขับไสมากอย่างคนยิวที่อยู่ใต้การปกครองของคริสเตียน(หน้า 476)  แต่ตามธรรมเนียมประเพณี คนมุสลิมในตะวันออกกลางยุคโน้น ก็เห็นว่า คนยิวคือพวกลิง ส่วนคริสเตียนคือหมูหมา(หน้า 479)


ประเด็นที่ 11 แบ่งยุคประวัติศาสตร์ ตะวันออกกลาง

เพื่อให้เราเข้าใจความเป็นมาเป็นไป ของมุสลิมในตะวันออกกลางได้ชัดเจนขึ้น ไม่มั่วปนพันกันอีรุงตุงนังอยู่ในหัวสมอง แบร์นาร์ด ลิววิส เสนอว่าเราน่าจะแบ่งยุคประวัติศาสตร์ ตามการเข้ามา(หรือการรุกราน) ดินแดนตะวันออกกลางโดยหมู่ชนต่าง ๆ ซึ่งแบ่งได้เป็นสามระลอก คือ

          1.การเข้ามาของอาหรับ ที่เป็นมุสลิม และขึ้นมาจากอาระเบีย ในศตวรรษที่เจ็ด และศตวรรษที่แปด  การเข้ามาหรือรุกรานครั้งสำคัญนี้ ได้นำศาสนาอิสลามมา ได้นำภาษาใหม่คือภาษาอาหรับเข้ามา และได้นำระบอบการปกครองรูปแบบใหม่ หรือระบบการเมืองใหม่ เข้ามา คือ ระบบกาหลิบ

          2.การเข้ามาหรือรุกรานดินแดนตะวันออกกลางระลอกที่สอง ได้แก่ การเข้ามาในตะวันออกกลางของเผ่าพันธุ์จากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ในเอเซียกลาง  พวกนี้เข้ามาในตะวันออกกลางทางทิศเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ  เริ่มแรกได้แก่ พวกเตอร์ก ในศตวรรษที่สิบและสิบเอ็ด  ต่อมาได้แก่พวกมงโกล ในศตวรรษที่สิบสาม  พวกเตอร์กและมงโกล ได้ทำลาย ยกเลิกระบอบการปกครองแบบกาหลิบ และเปิดศักราชใหม่ทางการเมือง

          เตอร์กและมงโกล มาทำให้การปกครองมั่นคง เป็นปึกแผ่น ด้วยการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง  ด้านวัฒนธรรมก็มีการแสดงที่หลากหลายของภาษาสำเนียงเตอร์ก  ด้านศาสนาก็ยังคงยอมรับศาสนาอิสลามสืบมา  แต่ก็ได้ปรับปรุงอิสลามให้มีรูปแบบมากขึ้น มีลำดับชั้นขั้นตอนขึ้นมา รวมทั้งมีการแสวงหาความเป็นอิสลามดั้งเดิม

          3.การรุกราน หรือเข้ามาในระลอกที่สาม ได้แก่ การเข้ามาของชาวยุโรป  โดยที่ก่อนหน้าที่พวกยุโรปจะเข้ามาในตะวันออกกลาง ชาวมุสลิมได้รุกเข้าไปในยุโรปหลายครั้ง เช่น ชาวอาหรับเข้าไปอยู่ในสเปนและเกาะซิชิลี  พวกตาดที่นับถืออิสลาม ได้เข้าไปในรัสเซีย  ต่อมาพวกเตอร์กก็พยายามจะตีกรุงเวียนนาถึงสองครั้ง

          ต่อมา เมื่อชาวยุโรปได้ขับไล่ชาวมุสลิมพ้นแผ่นดินยุโรป ก็ได้ตามตีชาวมุสลิมถึงถิ่น เช่น พวกสเปนและโปรตุเกส ติดตามต่อตีชาวมุสลิมเข้าไปในมอรอคโคและในอัฟริกา  พวกออสเตรียและฮังการี ไล่ตีแขกเตอร์กในคาบสมุทร์บอลข่าน และผลักดันจนไปกระจุกอยู่ที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล(อิสตันบูล-ปัจจุบัน)  ชาวรัสเซียขับไล่พวกตาดออกไปจากมอสโคว์ แล้วติดตามไล่ตีจนถึงทะเลดำ เทือกเขาคอเคซัส ทะเลสาบแคสเปียน จนประชิดแดนด้านเหนือของตะวันออกกลาง

โดยสรุปแล้ว ตอนศตวรรษที่สิบสามโดยประมาณ โลกมุสลิมมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ห้าศูนย์ คือ

1)   ในอินเดีย
2)   ในเอเชียกลาง
3)   ในอิหร่าน
4)   ในตุรกี
5)   อีจิปต์และซีเรีย
6)   ในอัฟริกาเหนือ


ประเด็นที่ 12 ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และเรื่องเบ็ดเตล็ดบางประการ

1)   ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์
วันหยุดของสามศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวเป็นใหญ่ อันได้แก่ อิสลาม-ยิว-และคริสต์ ต่างก็อุบัติขึ้นในตะวันออกกลางทั้งสามศรัทธาความเชื่อ และต่างก็มีความเกี่ยวพันกันในระยะต้น  คัมภีร์บทต้น ๆ ของทั้งสามศรัทธาเล่าเรื่องเดียวกัน เช่น เนื้อหาของไบเบิลบรรพที่หนึ่งถึงห้า มีอยู่ในอัลกุรอาน  และชาวมุสลิมถือว่าคัมภีร์คือโองการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า ศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้  คนเผาคัมภีร์อัลกุรอานเคยถูกสังหารชีวิตมาแล้ว ในโลกปัจจุบันนี้เอง

แต่ ใครจะปฏิเสธความสัมพันธ์ใกล้ชิด ของทั้งสามศรัทธานี้ได้?

ปี ค.ศ. 1833 (หนังสือหน้า 512) มีหนังสือที่มีชื่อเสียง ภาษาเยอรมัน แปลเป็นฝรั่งเศสว่า Quel emprunts Mahomet a-t-il fais au judisme?  แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “พระมะหะหมัด ได้หยิบยืมสิ่งใด ในศาสนายิวมาหรือไม่?”  ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียง อภิปราย กันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

ระยะหลัง ๆ นี้ เมื่อเกิดปฏิกิริยาแอนตี้อิสลามขึ้นมาในโลกตะวันตก  ก็มีการชี้นิ้ว ว่า เรื่องนั้น เรื่องนี้อิสลามยืมมาจากพวกยิว  ซึ่งผู้ชี้ได้แก่ชาวคาธอลิคบางคน(หน้า 513) ทั้งนี้ทั้งนั้น คนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีเจตนาจะยกย่องสรรเสริญศาสนายิวแต่ประการใด  ทว่า พวกเขาต้องการที่จะ ด้อยค่า ศาสนาอิสลาม ต่างหาก

เรื่องหนึ่งที่กล่าวหากันก็คือ การที่มุสลิมยึดวันศุกร์เป็นวันหยุด เช่น ที่พวกยิวยึดวันเสาร์ – คือ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินของวันศุกร์ จนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน วันเสาร์ ถือเป็นวันสะบาโต(หรือ ซับบัต) ของชาวยิว ภาษาฮิบรู แปลว่า “พักผ่อน” หรือ “หยุดพัก” และคริสต์ยึดวันอาทิตย์เป็นวันหยุดพัก(คัมภีร์ไบเบิล ฉบับแปลโลกใหม่ ปฐมกาล 1: 22)  ทางฝ่ายอิสลามก็ปรารถนาจะทำตัวให้แตกต่างจากยิวและคริสต์  จึงหันมาถือเอาวันศุกร์




ภาพถ่าย คัมภีร์ไบเบิล ฉบับแปลใหม่ ตอนพระเจ้าสร้างโลก 
และให้วันที่ 7 (วันอาทิตย์) เป็นวันหยุดพัก


คำกล่าวหาดังกล่าวนั้น ตอบข้อสงสัยไม่ครบถ้วนกระบวนความ  เพราะเนื้อหาของการหยุดผิดกัน

อิสลามตั้งแต่เริ่มต้น ในสมัยโบราณโน้น ท่านไม่ได้ถือว่า วันศุกร์เป็นวันหยุดงาน หรือหยุดพักผ่อน ภาษาอาหรับเรียกวันศุกร์ว่า yawn al-djum’a (หนังสือหน้า 516) หรือวันแห่งการสมาคม วันศุกร์ของชาวมุสลิมเป็นวันประชุมสวดมนต์ร่วมกัน  พูดแบบคร่าว ๆ ลวก ๆ พอเป็นเค้าให้คนพุทธเข้าใจ ก็จะคล้ายกับ วันธรรมสวนะ หรือวันพระ มากกว่า คือ วันขึ้น 8 ค่ำ กับขึ้น14 หรือ 15 ค่ำ

การถือวันศุกร์เป็นวันหยุดพักผ่อน เช่น คติของชาวคริสต์นั้น ครูผู้รู้ในศาสนาอิสลาม ท่านตำหนิมาโดยตลอด ถึงแม้ว่า รัฐอิสลามส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะถือว่าวันศุกร์เป็นวันหยูดพัก ก็ตาม

2)   สำหรับคนยิว การเข้าแขก ง่ายกว่า เข้าคริสต์
ในหนังสือหน้า 528 พูดถึง คำภาษาฝรั่งเศส ว่า parjure การละเมิดคำสวด และหมายถึง การทรยศ  น่าจะแปลว่า ทำผิดคำสอน ก็น่าจะได้




ภาพถ่ายหนังสือ หน้า 528 ข้อ 1 พูดถึง perjure – การละเมิด ที่พอยอมรับได้


สำหรับคนยิว การเปลี่ยนศาสนามานับถืออิสลาม หมายความว่า จะต้องยอมรับนับถือว่า พระมะหะหมัด เป็นศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้า(
le Prophète de Dieu) นั้นเป็นการละเมิดศาสนายิว หรือ parjure ที่ยังน้อยกว่าการไปเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เพราะว่า จะต้องยอมรับว่า พระเยซู คือ บุตรของพระเจ้า

เรื่องหลังนี้ ยิวรับไม่ได้ และเรื่องแรกพอจะกล้ำกลืนได้

3)   ท็อปกะปิ
ชื่อพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก ของประเทศตุรกี มีเอกสารทรงคุณค่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลาม

เช่น กรณีอิสลามห้ามสร้างรูปเคารพ เพราะฉะนั้น งานศิลปะอิสลามจึงไม่มีรูปคน

แต่ สุลต่านมูราดที่สาม ดำรงตำแหน่งประมาณค.ศ. 1600 สั่งให้สร้างหนังสือเล่าเรื่องพระมะหะหมัด องค์ศาสดา โดยมีภาพประกอบ หนังสือดังกล่าวใช้ภาษาเตอร์ก ซึ่งถ่ายทอดมาจากฉบับเก่าประมาณศตวรรษที่ 14 อันได้แปลจากภาษาอาหรับ ที่เก่าแก่กว่านั้น

หนังสือนี้ เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ท็อปกะปิ

เชิญชม วีดีโอ แนะนำพิพิธภัณฑ์ พระราชวัง ท็อปกะปี อิสตันบุล ตุรกี
https://www.youtube.com/watch?v=FZrMkhaKiSo




4)   กำประโด หรือ กัมประโด
คำนี้มีใช้มาตั้งแต่ในตะวันออกกลาง เมื่อนานมาแล้ว หนังสือหน้า 506-507 เล่าว่า คนยิวกับคนคริสต์ในตะวันออกกลางยุคประมาณปลายศตวรรษที่ 18 – 19 เมื่อฝรั่งเริ่มขยายอิทธิพลทางการเมืองและการค้าเข้ามาในตะวันออกกลาง รวมทั้งความคิดสมัยใหม่ในยุโรป เช่น จากการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นต้น

เวลานั้น คนยิวกับคนคริสต์เป็นพลเมืองชั้นสอง  แต่เมื่อพวกฝรั่งเข้ามา คนยิวกับคริสต์ก็เริ่มมีฐานะดีขึ้น เนื่องจากติดต่อ ค้าขาย เป็นคนกลาง ให้กับชาวยุโรป กลายเป็นกลุ่มกฎุมพีรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า compradore


ประเด็นที่ 13 อิสลาม คือ อะไร?

“L’ISLAM ET LES AUTRES RELIGIONS” หรือ “อิสลาม กับ ศาสนาอื่นๆ” ลิววิส ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในหน้า 451-510 รวม 59 หน้า ผู้เขียนบลอคนี้ จะขอเล่าสรุปให้ท่านฟัง(อ่าน)เพียงสองหน้าครึ่ง กระดาษเอสี่ ดังนี้ ครับ

ประเด็นแรกที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ เรื่องความอยุติธรรม ที่อิสลามได้รับ จากนักวิชาการตะวันตกในอดีต ซึ่งได้สร้างภาพพจน์(หรือ ภาพลักษณ์) ผิด ๆ ให้แก่อิสลาม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความอดทนต่อความแตกต่างทางศรัทธาความเชื่อ

ภาพติดลบภาพแรก มาจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่โด่งดังในอดีต ของ นายเอ็ดเวิร์ด กิบบอน ชื่อ “ประวัติศาสตร์ ความเสื่อมและการล่มสลาย ของอาณาจักรโรมัน”

ซึ่งได้เสนอภาพทำนองว่า อัศวินขี่ม้าชาวอาหรับ ผู้บ้าคลั่งศาสนา อยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากทะเลทราย มือหนึ่ง-ควงมีดดาบเงื้อง่า อีกมือหนึ่ง-ถือคัมภีร์อัลกุรอาน พลางร้องถามเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายว่า ให้เลือกเอาว่า จะเอาอย่างไหน?

ลิววิส เห็นว่า ภาพนั้นเป็นเท็จ ขัดกับข้อเท็จจริง

ตามธรรมเนียมความเชื่ออิสลาม มือซ้ายมีไว้ใช้ทำหน้าที่ไม่บริสุทธิ์ - impure ซึ่งเรื่องของบริสุทธิ์-pure และไม่บริสุทธิ์-impure อิสลามบัญญัติไว้ชัดเจน และอิสลามิก “ถือ” เรื่องนี้มาก  มือซ้ายเป็นเรื่องของมลทิน แปดเปื้อน จะไม่มีอิสลามิกผู้ใด ที่เป็นอิสลามแท้จริง แม้แต่ในทุกวันนี้ ที่จะใช้มือซ้ายถือพระคัมภีร์

ภาพติดลบภาพต่อมา ตรงข้ามกับภาพแรก กล่าวคือจะพรรณนาสังคมที่คนต่างศาสนา ต่างเผ่าพันธุ์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดั่งโลกในจินตนาการ เสมอภาคกันหมดต่อหน้ากฎหมายเดียวกัน มีโอกาสในชีวิตเท่าเทียมกัน ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาสร้างความเจริญก้าวหน้า ให้แก่บ้านเมือง

แล้วก็หลับหูหลับตา สรรเสริญว่า อิสลามในอดีตกาลนั้น ช่างศิวิไลซ์ละม้ายแม้น สหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ และตรงข้ามกับนาซีเยอรมันของฮิตเล่อร์

ภาพสร้างทั้งสองภาพของอิสลาม ที่สร้างจากโลกตะวันตก ผิดเพี้ยน บิดเบือน ทั้งสองภาพ  และเกิดจากทัศนะใหม่ในตะวันตก อันได้แก่ “toleration” กับ “intoleration”  หรือความอดทนหรือไม่อดทนต่อความแตกต่างทางความคิด-ศรัทธา

ในอดีตกาลโบราณนานโพ้น ทั้งอารยธรรมคริสเตียนและอารยธรรมอิสลาม ต่างก็ไม่ได้ยกย่องสรรเสริญ คติเรื่องความอดทน/ไม่อดทนต่อความแตกต่างทางศรัทธา ว่าเป็นค่านิยมที่ดี มีคุณค่า

คนโบราณทั้งสองอารยธรรม ท่านไม่ได้สนใจประเด็นนี้ ชาวคริสต์โบราณนอกจากจะไม่ได้ยกย่องเรื่องความอดทนต่อความแตกต่างทางศาสนาแล้ว ก็ยังไม่ได้ปฏิบัติหลักการนี้ด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีชุมชนชาวมุสลิมชุมชนใด จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหลักการนี้  ชาวคริสต์โบราณก็หาได้สนใจหรือใส่ใจไม่ และจะไม่ยกย่อง แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ชี้นิ้วกล่าวหา...(หน้า 452)

ประเด็นเรื่องความอดทนฯนี้ เป็นประเด็นที่เกิดในโลกยุคใหม่  ส่วนความจริงในยุคโบราณ ก็ไม่ได้สุดกู่(ในแง่นี้)ไปในทางใดทางหนึ่ง ข้อเท็จจริงในโลกโบราณซับซ้อน มากมิติ และละเอียดอ่อน

ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ท่านว่า เราควรหาคำตอบให้ได้เสียก่อนว่า อิสลาม คือ อะไร? (หน้า 453) ซึ่งคำตอบก็ไม่ได้ง่าย ๆ สุกเอาเผากิน อย่างที่เราบางคนมักจะคิด อย่างมักง่าย

อีกคำถามหนึ่งที่จะต้องตอบก็คือ ความอดทนต่อความแตกต่าง คือ อย่างไร? อย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าอดทนต่อความแตกต่าง?

ผู้เขียนฯ(บลอค) จะนำมาเล่าสู่กันฟังกับแฟน ๆ เฉพาะคำถามแรก คือ อิสลาม คือ อะไร? ซึ่งคำว่า อิสลาม ถูกนำมาใช้ในความหมายหลายความหมาย ที่ไม่เหมือนกัน

ความหมายแรก หมายถึง สิ่งที่ชาวมุสลิมเคารพนับถือ ว่าเป็นโองการสุดท้ายของพระเจ้า ซึ่งได้ตรัสแก่ พระศาสดามะหะหมัด ดำรัสนั้นปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอานอันศักดิ์สิทธิ์

ใจความทั้งมวลในพระคัมภีร์ คือ แก่นของอิสลามดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงหลักธรรมและคำสั่งอันเป็นบทบัญญัติ เหล่านี้คือรากฐาน และเนื้อนาบุญ ของศาสนาที่รู้จักกันในนามว่า ศาสนาอิสลาม

ความหมายที่สอง คำว่า อิสลาม มีความหมายกว้างออกไปกว่าความหมายแรก พอจะเทียบได้กับการใช้คำทางศาสนาอื่น เช่น คำว่า “คริสต์” “พุทธ” “ฮินดู” เป็นต้น  คำเหล่านี้มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เรื่อยมา คำว่า “อิสลาม” ก็เช่นเดียวกัน

นับแต่สิ้นพระศาสดาผู้ก่อตั้ง อิสลาม-ตามความหมายที่สอง กินความรวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรม ตลอดจนหลักเทววิทยา และความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงกฎหมายอิสลามและศิลปะการเมืองการปกครอง รวมไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่คนมุสลิมได้ครุ่นคิด ได้พูด ได้กระทำลง ในนามของศรัทธาปสาทะที่มีต่อองค์อัลเลาะห์

อิสลาม ตามความหมายนี้ พูดคร่าว ๆ ก็จะคล้ายกับท่วงทำนองศาสนาคริสต์ ของ พระเจ้าคอนสแตนติน(จักรพรรดิโรมัน ผู้น้อมรับคริสต์ศาสนา) และพระราชาคณะรุ่นหลัง ๆ ที่พัฒนา วิวัฒนาการความเป็นคริสต์ หลังจากสิ้นพระเยซู

อย่างไรก็ดี คริสต์ที่วิวัฒนาการมาในประวัติศาสตร์หลังสิ้นพระเยซู กับคริสต์ดั้งเดิมของพระเยซู แตกต่างกัน มากกว่า อิสลามดั้งเดิม กับอิสลามที่วิวัฒนาการตามประวัติศาสตร์

เพราะว่า พระเยซูสิ้นชีพอยู่กับไม้กางเขน แต่พระศาสดามะหะหมัด มีอายุยืนยาว จนได้ทรงอำนาจแท้จริงในทางอาณาจักร ได้เป็นผู้นำบ้านเมือง มีอำนาจทางการเมืองการปกครอง ตลอดจนได้เป็นผู้นำกองทัพ ได้เป็นผู้เก็บภาษีอากร เป็นผู้พิพากษา และผู้บัญญัติกฎหมาย ฯลฯ

การตีความข้อวิสัชฌนาอันเนื่องด้วยข้อธรรมะก็ดี ประเด็นอำนาจทางการเมืองการปกครองก็ดี ค่อนข้างจะมีหลักที่เที่ยงอยู่ในศาสนาอิสลาม ถึงแม้กาลเวลาและประวัติศาสตร์จะล่วงเลยไปนานเท่านาน  อย่างไรก็ดี ก็ใช่ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสียเลย

หลังจากพระศาสดาสิ้นแล้ว พระเจ้ากาหลิบองค์ต่าง ๆ ต่อมา ก็ได้นำพาอิสลามผ่านยุคประวัติศาสตร์ เหมือนกับที่จักรวรรดิโรมันนำพาศาสนาคริสต์ ผ่านโลกที่ซับซ้อน กว้างใหญ่ขึ้น  การเปลี่ยนแปลงย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา

ความหมายที่สาม คำว่า อิสลาม ที่ใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา หรือศรัทธาความเชื่ออย่างเดียว  แต่หมายถึงอารยธรรมอิสลามิกโดยรวม ซึ่งมีมิติหลากหลาย และบางทีก็ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาเลยด้วยซ้ำ

เช่น ศิลปะอิสลาม ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาในโลกมุสลิม สื่อแสดงลักษณะวัฒนธรรมหลายอย่าง ที่ไม่ใช่ศาสนา เช่น บางทีใช้คำว่า วิทยาศาสตร์อิสลาม ซึ่งหมายถึง วิทยาการนานาประการ ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิคส์ เคมี ฯลฯ ที่พัฒนาขึ้นมาในโลกมุสลิม แสดงออกด้วยภาษาอาหรับ หรือภาษาอื่นของโลกมุสลิม

เพลง "โย ราน โด  ปอ กระนาดา"
ภาษาสเปน พรรณนาถึงความเสียใจ
ที่แขกมัวร์เสียเมืองกระนาดา ในสเปน แก่กษัตริย์คาธอลิค
ภาพพื้นหลังของวีดีทัศน์ คือ วังอัลฮัมบรา ที่กระนาดา
อันเป็นศิลปะมุสลิม ประเภทสถาปัตยกรรม เพชรน้ำหนึ่ง ชิ้นเอกของโลก


บางกรณี ศาสนาและศิลปะเหล่านั้น ผู้สร้างสรรค์ก็อาจจะไม่ใช่คนมุสลิม แต่อาจจะเป็นคนยิว คนคริสต์ ผู้อยู่อาศัยในบ้านเมืองที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิม คนยิวและคริสต์เหล่านั้นก็นับเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในโลกอิสลามด้วย


ประเด็นที่ 14 ชะตากรรมของคนยิว ในอิหร่านสมัยก่อน


กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19  ผู้สื่อสารชาวยิว ชื่อ เจ.เจ. เบนจามิน ส่งรายงานการเดินทางไปสังเกตการณ์สภาพชีวิตชาวยิวในอิหร่าน ประมาณปี 1865  ขอคัดเลือกมาเล่าต่อบางประเด็นเท่านั้น ดังนี้

1-ทั่วทั้งเปอร์เซีย คนยิวจะต้องอยู่เป็นสัดส่วน ในเขตที่เขาจัดให้อยู่
2-ห้ามคนยิว ค้าขายผ้า
3-เนื่องจากถือกันว่า คนยิว “ไม่บริสุทธิ์” (คือ แปดเปื้อนมลทิน) เพราะฉะนั้น ถ้าคนยิว เดินหลงเข้าไปในเขตคนมุสลิม พวกเด็ก ๆ จะขว้างก้อนหินไล่

4-ห้ามคนยิวตากฝน เพราะถือว่า น้ำฝนทีชะล้างคนยิว จะนำสิ่งสกปรกและมลทินมาเปื้อนคนมุสลิม
5-หากพบคนยิวตามถนน คนยิวจะถูกด่าว่า ถ่มน้ำลายรดหน้า หรือโดนไล่ตี
6- เวลาคนยิวเดินเข้าร้านขายของชำ ห้ามคนยิวเดินเข้าใกล้สินค้า ให้ยืนถามราคาอยู่ห่าง ๆ  ถ้าบังเกิดว่ามือไปแตะต้องของสิ่งใด จะต้องซื้อของชิ้นนั้น

7-ถ้าคนยิววิวาทกับคนเปอร์เซีย ให้จับคนยิวขึ้นศาลศาสนา ลงโทษหนัก หรือเสียค่าปรับสูง


-----------------------------------------------------------------------------------

[ยังมีต่อ.....สนใจ โปรดแวะเยือน เดือนละครั้งสองครั้ง ว่าโพสต์ต่อหรือยัง จะว่าตามหนังสือครับ ดีก็จะบอกว่าดี ไม่ดีบอกว่าไม่ดี  ถ้าสั้นก็จะบอกว่าสั้น  ส่วนถ้ายาวก็จะบอกว่า.....ยาว]


------------------------------------------------------------------------


ขออภัย ส่วนนี้อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการ 
-- Sorry, underconstruction, coming soon ครับ


วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อ่าน อิสลาม ของ แบร์นาร์ด ลิววิส ตอนที่หนึ่ง

ตอนที่ 1.
กำลังอ่าน "Islam" ของ Bernard Lewis เวอร์ชันภาษาฝรั่งเศส โดย สนพ.กัลลิมาร์ 1,300 หน้า อยู่ครับ

ตั้งใจว่า เมื่ออ่านได้ทุก ๆ 1 ใน 4 ของหนังสือ คือประมาณ 325 หน้า จะเล่าความประทับใจ แบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง(อ่าน) เป็นประเด็นเกร็ดฝอย ไม่ใช่ย่อความหนังสือ เผื่อว่า อาจจะมีบางคน สนใจ...หนังสือเล่มนี้ดีนะ หาข้อมูลในอินเตอร์เนต ดูเด่ะ




มีหลายเวอร์ชัน(ภาษา) แม้กระทั่ง ภาษาอิหร่าน และ ภาษาอินโดเนเซีย ก็มีด้วย เพราะคนเขียนเขาเขียน ข้อเท็จจริง ล้วน ๆ

ยกตัวอย่างเช่น หน้านี้ อ่านแล้ว ชอบสุด ๆ




แผนที่ตะวันออกกลาง ประกอบการอ่าน

วิธีของผู้เขียนบลอคนี้ คือ สร้างแผนที่จำลองตะวันออกกลางขึ้นมา ด้วยการวาดแผนที่ประเทศต่าง ๆ ให้อยู่ในรุปสี่เหลี่ยมทั้งหมด ทั้งนี้โดยรักษาขนาดเดิม แต่ย่อส่วนให้ใกล้เคียงความจริง

แผนที่จำลอง ดังกล่าว จะจำง่าย ดังตัวอย่างข้างล่าง





สร้างเสร็จแล้ว ก็ถ่ายภาพแบบช้อนขึ้นข้างบน สายตาที่ช้อนขึ้นไปด้านเหนือคาบสมุทร์อาระเบีย มองไปยังแผ่นดินตะวันออกกลางนี้ คือ สายตาของบรรพชนมุสลิมระยะแรกเมื่อต้นศักราชอิสลาม พวกท่านเหล่านั้นจะอยู่ค่อนลงมาทางใต้ ที่เม็กกะ และ เมดินะ


แผนที่จริง








ประเทศใหญ่ ระดับมหาอำนาจในภูมิภาค มีสามประเทศคือ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และตุรกี  ทั้งหมดนั้นคนไทยเรียก "แขก"  แต่ในความเป็นจริงพวกเขาคนละเผ่าพันธ์กัน ซาอุดิอาระเบีย-เป็นอาหรับ อิหร่าน-เป็น ฝรั่ง คืออินโดอาระยัน คนไทยเรียกเขาว่า "แขกขาว"  ส่วนตุรกี-เป็นแขกเตอร์ก ซึ่งไม่ใช่อาหรับ และไม่ใช่ฝรั่ง(อินโดยุโรเปียน) แต่เขามาจากเอเซียกลาง ติดชายแดนจีน

พวกอาหรับ เด่นกว่าเพื่อนในส่วนที่เกี่ยวกับ อิสลาม  โดยหลัก ๆ อาหรับ ได้แก ซาอุดิอาระเบีย อิรัค จอร์แดน และซีเรีย (ไม่นับประเทศเล็ก ๆ) ศาสนาอิสลาม กำเนิดในประเทศซาอุดิอาระเบีย

การอ่าน อิสลาม ของ ลิววิส ผู้เขียนบล็อคนี้ จะเล่าประเด็นประทับใจ ที่ตนได้พบในหนังสือเท่านั้น ไม่พูดนอกหนังสือ และจะไม่เล่าเรื่องราวประวัติอิสลามและคนมุสลิม  เพราะเรื่องนี้อิสลามิกชนผู้มีน้ำใจงาม(ขอองค์อัลเลาะห์ได้โปรดคุ้มครองพวกเขา)ได้สร้างเว็บไซด์เป็นภาษาไทย ไว้มากแล้ว  ผู้เขียนเป็นคนพุทธ และไม่ใช่ผู้รู้เรื่องอิสลาม ไม่สามารถทำได้ดีเท่าท่านเหล่านั้น แม้เพียงกระผีกริ้น

ประเด็นที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง จะยกข้อความในต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส ขึ้นอ้างอิงด้วย  ถ้าเป็นไปได้จะถ่ายหนังสือหน้านั้น ๆ มาโพสต์


[โพสต์เมื่อ มีนาคม 9, 2559]


ตอนที่ 1. หนึ่งในสี่แรกของหนังสือ 
หน้าแรก ถึงหน้าประมาณ 325





เก็บประเด็นมาเล่า เจ็ดประเด็น ดังนี้ครับ



ประเด็นที่ 1 การศึกษาประวัติศาสตร์

คำนำของหนังสือ นายลิววิส ตั้งหัวข้อไว้เรื่องหนึ่งว่า L’Etude de l’histoire: objet et method หรือ การศึกษาประวัติศาสตร์: วัตถุที่ศึกษา และ วิธีการ

ประเด็นนี้ ท่านผู้เขียน ได้ตั้งคำถามย่อยไว้มากมาย และมีคำตอบมากด้วย  จะขอประมวลมาเฉพาะคำถ่าม และคำตอบบางประเด็น คือ

          ประวัติศาสตร์ คือ อะไร?
          ทำไม เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์?
          นักประวัติศาสตร์ทำอะไร?
          เราลงทุนลงแรงศึกษาประวัติศาสตร์ไปทำไม?

คำว่า ประวัติศาสตร์ histoire มาจากภาษากรีก แปลว่า “เรียนรู้ ด้วยการตั้งคำถาม”

ลิววิส กล่าวว่า ตามโลกทัศน์มุสลิม ประวัติศาสตร์สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญดุจจะศาสนา  เพราะว่าเหตุการณ์สำคัญในศาสนาอิสลาม ล้วนเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์  มุสลิมเรียนรู้เรื่องศาสนาด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ (หน้า 35)

ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา ลิววิส เขียนว่า บรรดาศาสนาทั้งหลาย มีแต่ศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลามเท่านั้น ที่ประกาศว่า สัจธรรมของตนเป็นสากล และขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องเฉพาะ กล่าวคือ คริสตศาสนิกและอิสลามิก เป็นกลุ่มชนผู้พบสัจธรรมกับวจนะของพระเจ้า และตนมีหน้าที่ต้องทำให้มนุษยชาติทั้งมวล ได้แลเป็นสัจธรรมนี้ด้วย  ผู้ที่มีดวงตาไม่เห็นธรรมดังกล่าว จะตกนรก

โดยที่ นรก ของศาสนาคริสต์และอิสลาม คล้ายกันมากหรือเหมือนกัน  จะต่างกันเฉพาะสวรรค์ของแต่ละศาสนาเท่านั้น (หน้า 56)

ศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาขงจื้อ พุทธ ฮินดู และยิว ยอมรับว่าทางไปสู่พระเจ้าหรือสัจธรรม อาจมีได้หลายทาง

ลิววิส บอกว่า คนเรา-ถ้าเราเป็นฝ่ายชนะ เราก็สามารถทำใจให้กว้างได้ไม่ยาก  แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายแพ้ เราก็มักจะใจแคบ

การต่อสู้ระหว่าง อิสลามกับคริสต์ ในระยะหลัง ๆ นี้ คนมุสลิมตระหนักดีว่า ฝ่ายตนเหินห่างจากความเป็นเลิศในกิจกรรมหลักของมนุษยชาติ (ผู้เขียนบลอค – ซึ่งมุสลิมเคยเชี่ยวชาญและรู้เรื่องเหล่านั้นเป็นอย่างดีมาแต่เก่าก่อน) เช่น การค้า การสงคราม เทคโนโลยี อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม

ความน้อยเนื้อต่ำใจย่อมเกิดขึ้นได้ และในบางภาคส่วนก็ได้กลายเป็นความโกรธแค้น หัวชนฝา ที่ยากแก่การเจรจา  สิ่งที่เข้ามาทดแทนการเจรจาพาที ได้แก่ เสียงร้องให้ทำ จิฮาด (djihad) ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์(la guerre sainte) และการสละชีพเพื่อศรัทธา(martyre pour la foi) (หน้า 57)



ประเด็นที่ 2 คนอาหรับ คือ ใคร?


คนอาหรับ อาจถือพาสปอร์ต ซาอุดิอาระเบีย เยเมน อิรัค คูเวต ซีเรีย จอร์แดน ซูดาน ลิเบีย ตูนิเซีย อัลจีเรีย มอรอคโค ฯลฯ

ผู้นำอาหรับกลุ่มหนึ่ง นิยามคนอาหรับว่า “ผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศเรา พูดภาษาเรา ถูกเลี้ยงดูมาในวัฒนธรรมเรา มีความภาคภูมิในในเกียรติภูมิของเรา ถือได้ว่า เขาเป็นหนึ่งในหมู่เรา”

ต้นกำเนิดของคำว่า อาหรับ มืดมนอนธกาล มีตำนานมากมาย เช่น บ้างว่าเป็นคำที่มีรากภาษาเซมิติก ที่แปลว่า “ตะวันตก” ซึ่งชาวเมโสโปเตเมียโบราณ ใช้เรียกหมู่ชนที่อยู่ทางตะวันตกของลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส  บ้างก็ว่า ในภาษาฮิบบรู มีคำว่าอาหรับ หมายถึง พวกเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่  บ้างว่า ฯลฯ ฯลฯ

สรุปว่า ก่อนกำเนิดศาสนาอิสลาม ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานแน่ชัด เกี่ยวกับคำว่า อาหรับ

สำหรับพระมะหะหมัด และอิสลามิกรุ่นแรก คำว่า อาหรับ หมายถึง คนร่อนเร่พเนจรในทะเลทราย  แม้ในพระคัมภีร์(อัล กุระอ่าน) คำว่า อาหรับ ก็จะหมายถึงคนพวกนั้น  พระคัมภีร์ไม่ใช้คำว่า อาหรับ เพื่อหมายถึงคนที่อยู่ในบ้านเมือง เช่น เมืองเม็กกะ หรือเมืองเมดินะ  อย่างไรก็ดี ภาษาที่ใช้กันในเมืองเรียกกันว่า ภาษาอาหรับ (หน้า 70) คิดว่าจากจุดนี้เองที่ในระยะต่อ ๆ มา ถือกันว่า ภาษาอาหรับ ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ของแท้ ดั้งเดิม คือ ภาษาของชาวเบดูอิน(พวกร่อนเร่พเนจรในทะเลทราย)

ชัยชนะของบรรพชนมุสลิม หลังจากที่พระมะหะหมัดหาชีวิตไม่แล้ว  ได้ช่วยนำคำว่า อาหรับ เผยแพร่ เป็นที่รู้จักกัน ทั่วสามทวีป คือ เอเชีย อัฟริกา และยุโรป


ประเด็นที่ 3 คำว่า เชี่ยะห์ หรือ ชีอะห์ มาจากไหน?

เมื่อเทียบกับพุทธ ที่มีนิกายหินยาน กับ มหายาน  อิสลามมีนิกายสุหนี่ กับ ชีอะห์

คำว่า ชีอะห์(อาจเขียนสะกดการันต์ แบบอื่น ในภาษาไทย) มาจากไหน?  อ่านพบในหน้า 125 ดังภาพที่ถ่ายให้ชม

          Chiite= Shi ‘atu ‘Ali, “le parti d’ Ali”

มาจากคำว่า Shi ‘atu ‘Ali ซึ่งหมายถึง กลุ่มผู้สนับสนุนให้ อาลี ผู้เป็นบุตรเขยพระมะหะหมัด ได้รับตำแหน่ง กาหลิบ  ต่อมาบุคคลกลุ่มความคิดนี้ได้ย้ายไปอยู่ในซีเรีย ได้รับความสนับสนุนจากราชวงศ์โอมมิยาด และได้รับความภักดีจากชาวอิรัคบางส่วน




-หน้า 125



ประเด็นที่ 4 คนอาหรับในสเปน

เป็นไปไม่ได้เลยที่นักเรียนภาษาสเปน เช่น ผู้เขียนบลอคนี้(คือ ข้าพเจ้าเอง) จะไม่สนใจเรื่องราวของอิสลามและคนมุสลิมในสเปน เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อแรกเรียนภาษาสเปน ผู้เขียนฯก็ได้เริ่มรับรู้ถึงอิทธิพลของบรรพชนมุสลิมที่นั่น  และรับทราบว่า ชื่อเมืองหลวงของสเปนปัจจุบัน กรุงมาดดริด มาจากภาษาอาหรับ  และใครจะปฏิเสธว่า อาหารที่คนไทยหลาย ๆ คนรู้จักกันในนาม “ข้าวผัดสเปน” จะไม่ใช่อาหารที่ได้รับอิทธิพลอาหรับ

ผู้ที่เคยทัศนาจรประเทศสเปนหลาย ๆ คน ล้วนนึกนิยมสถาปัตยกรรมมุสลิมเพื่อการอยู่อาศัย – ไม่ใช่ศาสนสถาน อันถือกันว่าเป็นชิ้นเอก คือ วังอัลฮัมบรา ที่เมืองกระนาดา ผู้เขียนเคยไปชมมาสองครั้งแล้ว และยังนึกอยากจะไปอีก  เชื่อกันว่า ราชินี อิสซาเบลลาและเจ้าชายเฟอร์ดินานแห่งสเปน ตัดสินพระทัยออกทุนให้โคลัมบัสเดินทางแล่นเรือไปตะวันออกไกล จนในที่สุดได้พบทวีปอเมริกาโดยบังเอิญ  การตัดสินใจครั้งนั้นเกิดที่พระราชวัง อัลฮัมบรา เมืองกระนาดา ซึ่งเคยเป็นที่มั่นสุดท้ายบนแผ่นดินสเปนของชาวมุสลิม  ครั้นเจ้าคริสเตียนทำสงครามชนะเจ้ามุสลิม โดยตีได้กระนาดา แล้วก็ขับชาวมุสลิมพ้นแผ่นดินสเปน

ประวัติความเป็นมาโดยย่นย่อของคนมุสลิมและอาหรับ ในสเปน เป็นดังนี้

หลังจากที่ได้ลองชิมลาง โดยได้รับความร่วมมือจากฝรั่ง(พวกวิสิโกธ)  กองกำลังเล็ก ๆ ของผู้นำจากฝั่งอัฟริกาเหนือ ชื่อ ตาริก เป็นคนเผ่าแบร์แบร์ในมอรอคโคปัจจุบัน  ซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับ แต่อยู่ใต้การปกครองของอาหรับและรับนับถืออิสลาม  ได้ยกข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์ ข้ามมายังฝั่งยุโรป ปีค.ศ. 710

ความสำเร็จเบื้องต้นครั้งนั้น ทำให้ ตาริก มีกำลังใจจัดทัพใหญ่ขึ้น มีกำลังพลเจ็ดพันคน ข้ามช่องแคบในปี 711 เข้ามาตีเอาบ้านเอาเมืองในสเปน ได้เมืองโกโดบา เมืองโตลีโด กำลังพลแทบทั้งหมดเป็นคนเผ่าแบร์แบร์(อ่าน ตามสำเนียงฝรั่งเศส)

ผู้เขียนบลอค เคยมีเพื่อนนักเรียนชาวมอรอคโค เรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยบอร์โดส์ ทางใต้ของฝรั่งเศส เขาบอกผู้เขียนว่า ฉันไม่ใช่คนอาหรับนะ ฉันเป็นแบร์แบร์

ต่อมา เมื่อมีกำลังพลข้ามมาจากฝั่งอัฟริกาเข้ามาสบทบ ชาวมุสลิมเหล่านั้นก็ตีได้เมืองเซวิลล์และเมืองเมริดา ปีค.ศ. 712  กระทั่งปี 718 ชาวอาหรับ(และคนในอาณัติอาหรับ)ก็ยึดครองแผ่นดินสเปนส่วนใหญ่ไว้ได้ 

ต่อมา กองทัพอาหรับได้ยกข้ามเทือกเขาปิเรเน่ ที่กั้นระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส เข้าไปในฝรั่งเศส  มีการรบครั้งสำคัญเด็ดขาด ที่เมืองปวยติเย่ เมื่อค.ศ. 732 กองทัพอาหรับแพ้แก่ฝรั่งเศสที่นำทัพโดย ชาร์ล มาร์เตล  และอาหรับถูกไล่ตีเรื่อยลงมา จนต้องละทิ้งเมืองนาบอนน์(ใกล้ บอร์โดส์)ที่ยึดไว้เป็นที่มั่น และข้ามเขาปิเรเน่ กลับเข้าไปในสเปน

อย่างไรก็ดี ชาวสเปนพื้นเมืองบนคาบสมุทร์ไอบีเรีย พากันแซ่สร้องสรรเสริญเจ้านายชาวอาหรับว่า ยอดเยี่ยมยุติธรรมกว่าพวกฝรั่งเศส ที่ปกครองสเปนทางเหนืออยู่บางส่วนในเวลานั้น 

พวกแบร์แบร์จากอัฟริกา พากันข้ามทะเลเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสเปนมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งปี 741 ก็รวมตัวกันเป็นขบถต่อพวกอาหรับผู้เป็นเจ้านาย  พระเจ้ากาหลิบที่ซีเรีย ต้องจัดทัพรวมพลอาหรับเฉพาะกิจ มาปราบพวกแบร์แบร์ในสเปน  เมื่อชนะแล้วรวมพลอาหรับเฉพาะกิจ ก็ได้รับการปูนบำเหน็จ ได้รับการแบ่งปันที่ดิน แว่นแคว้น บ้านเมืองใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในสเปน แจกจ่ายกันไป  เช่น พวกที่มาจากดามัสกัส ได้บริเวณ เอลวีเร  พวกที่มาจากจอร์แดน ได้อยู่แถวมะละกา  พวกที่มาจากปาเลสไตน์ ได้ซิโดนี  พวกที่มาจากเมืองฮิม(ในซีเรีย เหนือดามัสกัส) ได้แถว ๆ เซวิลล์ พวกอาหรับที่มาจากอีจิปต์ ได้ที่ดินแถบเมือง เบ-จา และ มูเซีย เป็นต้น

ชาวอาหรับ ได้ตั้ง เมืองโกโดบา  เป็นเมืองหลวงของอาหรับทั้งหลายที่อยู่ในสเปน 
นน้เน็็  kkkk/*4441

 -โพสต์เมื่อ มีนาคม 26, 2559



ประเด็นที่ 5 ภาษาอาหรับ ในสเปน

ว่ากันโดยทั่วไป ระบอบการปกครองของมุสลิมในสเปน เป็นระบอบค่อนข้างเสรี ให้ความเคารพต่อศาสนาเดิมของพลเมือง  น้อยนักที่จะมีการปราบปรามคนนอกศาสนา(คือ คนคริสเตียน และคนยิว) โดยส่วนมาก คนพื้นเมืองในสเปน หันเข้าหาศาสนาอิสลามโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับ คนสเปนหันมา “เข้าแขก” คือ นับถือศาสนาอิสลาม กันเป็นจำนวนมาก และอย่างรวดเร็ว

ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษาอาหรับ  คนสเปนที่ยังนับถือคริสต์ ก็ยอมรับภาษาอาหรับอย่างกว้างขวาง กระทั่งในศตวรรษที่เก้า อัลวาโร ชาวคริสเตียนในเมืองโกโดบา พรรณนาไว้อย่างน้อยใจว่า

“มิตรสหายจำนวนมากของข้าพเจ้า อ่านบทกวีภาษาอาหรับ อ่านนิทานภาษาอาหรับ พวกเขาศึกษางานเขียนของนักเทววิทยาและนักปรัชญามูฮัมหมัด  ทั้งนี้มิใช่เพื่อหาจุดปฏิเสธ(ไม่ยอมรับ)  แต่เพื่อจะเรียนรู้ว่า ตนเองจะใช้ภาษาอาหรับที่งดงาม สละสลวยได้อย่างไร  จะมีใครสักกี่คนทุกวันนี้ ที่อ่านคัมภีร์ศาสนาคริสต์ในภาษาละติน?”

ในเวลาเดียวกันนั้น สังฆราชาแห่งเมืองเซวิลล์ ถึงกับให้แปลพระคัมภีร์ไบเบิล ออกเป็นภาษาอาหรับ ทั้งนี้ มิใช่เพื่อเผยแพร่ศาสนา แต่เพื่อให้ญาติโยมที่นั่น ซึ่งอ่านละตินไม่ออกกันแล้ว จะได้อ่านกันสะดวก ๆ !  (หน้า 175)

ศิลปะอิสลาม ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาในสเปนอย่างมีเอกลักษณ์ งดงาม ถือเป็นเพชรน้ำหนึ่ง  ได้แก่ สุเหร่าแห่งเมืองโกโดบา ปัจจุบันภาษาสเปนเรียกว่า ลา เมซกิตา  เป็นต้นกำเนิดสถาปัตยกรรมสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า มัวร์-สเปน หรือ le hispano-mauresque  งานชิ้นที่สองได้แก่ หอคอย ลา จิรัลดา และพระราชวังอัลคาซาร์ ที่เมืองเซวิลล์  และชิ้นที่สามก็คือ พระราชวัง อัลฮัมบรา เมืองกระนาดา (ทั้งสามชิ้นงานสถาปัตยกรรมนั้น ผู้เขียนบลอค – คือ ข้าพเจ้าเอง ได้ไปชมมาแล้วครั้งหนึ่งบ้าง สองครั้งบ้าง และยังอยากจะไปชมอีก)

ผู้รู้ชาวยุโรป เดินทางมาที่สเปน เพื่อศึกษาวิทยาการต่าง ๆ จากชาวมุสลิม  โดยมีศูนย์กลางการแปลหนังสือจากภาษาอาหรับ ออกเป็นภาษาละติน อยู่ที่เมืองโตเลโด (-ซึ่ง ข้าพเจ้าก็ไปมาแล้วเหมือนกัน)  แม้ภายหลังชาวคริสเตียนตีเมืองโตเลโด คืนมาได้จากมุสลิม  แต่ด้วยความใจกว้างและบรรยากาศอิสระเสรีภาพพอสมควร ทำให้ผู้รู้ชาวมุสลิม ท่านยังคงอยู่ในเมืองโตเลโดเป็นจำนวนมาก

หนังสือวิชาความรู้สมัยกรีก ที่อนุรักษ์อยู่ในภาษาอาหรับ ถูกแปลเป็นละตินที่โตเลโด เช่น งานส่วนมากของยุคลิด – ที่เรารู้จักกัน  แปลกันที่โตเลโด  งานเรื่อง ออร์กานอน ของ อริสโตเติล  งานส่วนมากของฮิปโปเครติส  งานของปโตเลมี เป็นต้น  งานสำคัญต่าง ๆ จากโลกยุคยุโรปโบราณเหล่านั้น ใช่ว่าชาวมุสลิมจะอนุรักษ์ไว้อย่างเดียว แต่ได้เสริมแต่ง และต่อยอดด้วยความเห็นมากมาย

ชาวอาหรับ ได้ทิ้งรอยที่ลบเลือนได้ยากไว้กับสเปน ทั้งเทคโนโลยีการเกษตร งานฝีมือพื้นเมือง และศัพท์แสงต่าง ๆ  ในศิลปะต่าง ๆ สถาปัตยกรรม ดนตรี(กีตาร์ – เป็นมรดกจากซีเรีย) วรรณคดี วิทยาศาสตร์ และปรัชญา

นน้เน็็  kkkk/*4441

-โพสต์เมื่อ มีนาคม 31, 2559


ประเด็นที่ 6 อารยธรรมอิสลาม

จะแปลตรงจากย่อหน้าแรก ในบทที่ 8 ว่าด้วย อารยธรรมอิสลาม หนังสือหน้า 180

          “ในระหว่างที่ราชอาณาจักรอาหรับ และจักรวรรดิอิสลาม กำลังรุ่งเรืองอย่างมากนั้น  เราได้พบกับความเจริญรุ่งโรจน์ในตะวันออกกลาง ด้วยอารยธรรมหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า ‘อาหรับ’  อารยธรรมดังกล่าวนี้ ผู้พิชิตจากทะเลทรายมิได้นำมา  แต่ว่าภายหลังที่ได้ชัยชนะแล้ว ปวงชนทั้งหลายที่อยู่ใต้การปกครองคือ ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวอิจิปต์ และชนอื่น ๆ อีกหลายหมู่เหล่า ได้ช่วยกันรังสรรค์ขึ้น  เนื้อหาของอารยธรรมนั้น ใช่ว่าจะเป็นของชาวมุสลิมเสียทั้งหมด  แต่ชาวคริสเตียน ชาวยิว ชาวโซโรอาสเตอร์ ต่างก็มีส่วนร่วมสร้างสรรค์อารยธรรมอาหรับ

          อย่างไรก็ดี เครื่องมือในการสื่ออารยธรรม ได้แก่ ภาษาอาหรับ  ซึ่งเป็นภาษาอาหรับที่อยู่ภายใต้ศาสนาอิสลาม และวิถีชีวิตอิสลามิก  ศาสนาและภาษาจึงเป็นปัจจัยสองประการที่เอื้ออำนวยให้ผู้พิชิตชาวอาหรับใช้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์อารยธรรมอันเป็นเอก ได้อย่างรวดเร็ว”

ภาษาอาหรับเป็นภาษาตระกูลเซมิติค เช่นเดียวกับภาษายิว(ฮิบบรู)  แต่จะพูดว่าภาษาอาหรับเป็นภาษาตระกูลเซมิติคที่รุ่มรวยที่สุด ก็ว่าได้

ก่อนที่จะยอมรับนับถืออิสลาม ผู้คนในดินแดนทะเลทรายอาระเบีย เป็นคนดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตยากแค้น ไม่มีการศึกษา ไม่มีวัฒนธรรมที่เป็นระเบียบ และไม่รู้จักการเขียนหนังสือ

กระนั้น ผู้ชนเหล่านั้นได้พัฒนาการใช้ภาษาและประเพณีเรื่องบทกวี ที่ละเอียดอ่อน สละสลวย รุ่มรวยน่าเคารพ  ผู้รู้ตามประเพณีของชาวทะเลทรายรังสรรค์ฉันทลักษณ์อันเป็นระเบียบระบบ ใช้เป็นแบบแผนชัดแจ้งคลาสสิค และได้เป็นรากฐานของบทกวีอาหรับทั้งหลายทั้งปวงในลำดับถัดมา  รากฐานคลาสสิคดังกล่าวแสดงออกซึ่งชีวิตคนพเนจรในทะเลทราย(พวก เบ ดู อิน)  บทกวีพรรณนาถึงความรัก เหล้าไวน์ สงคราม การล่าสัตว์ บรรยายภูมิทัศน์อันน่าสะพึงกลัวของภูเขาและทะเลทราย คุณค่าของชายชาตินักรบ และเล่ห์กระเท่ห์ของฝ่ายศัตรู

ในเวลาที่ชาวอาหรับอิสลามิกเจริญถึงขีดสูงสุดในประวัติศาสตร์  ผู้เจริญเหล่านั้นมองยุโรปยุคกลางอันเป็นยุคร่วมสมัยกับตน แบบมองไม่ขึ้น

ในโลกอิสลามที่แจ้งด้วยแสงสว่างทางปัญญา โลกฝรั่งยุโรปยุคกลาง เป็นโลกของนรกอันมืดมิด โลกของอนารยชน ซึ่งโลกอิสลามไม่สามารถสมาทานความรู้ใด ๆ มาได้เลย

อัล-มัสอุดี (Al-mMas  ‘udi) นักภูมิศาสตร์ศตวรรษที่สิบ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าฟัง ว่า

“ผู้คนทางเหนือ เป็นคนที่พระอาทิตย์ส่องถึงไม่เต็มที่ ความหนาวเย็นกับความชื้นปกคลุมทั่วทั้งภูมิภาค หิมะและน้ำแข็งปูต่อเนื่องกัน หาที่ว่างเว้นมิได้  อารมณ์อันอบอุ่นไม่มีในหมู่ชนเหล่านั้น  ร่างกายของพวกเขาหนา สันดานและกิริยาหยาบคาย สติปัญญานิ่ม ภาษาพูดลงเสียงหนัก ความเชื่อถือศรัทธาของพวกเขาขาดความหนักแน่น  พวกที่อยู่เหนือสุด ยิ่งโง่บัดซบ หยาบคาย เถื่อน”  (หน้า 213)

นน้เน็็  kkkk/*4441

-โพสต์เมื่อ เมษายน 1, 2559





ประเด็นที่ 7 ความเดียดฉันท์เรื่องผิว/เผ่าพันธุ์ ในโลกมุสลิมโบราณ

ทาสมีอยู่ทั่วทุกสังคมมนุษย์ในประวัติศาสตร์  ดังนั้นสังคมตะวันออกกลางก็ไม่ยกเว้น  พระคัมภีร์(อัล กุระอ่าน) ยอมรับเรื่องการมีทาส  แต่เราต้องไม่ลืมว่าพระคัมภีร์รจนาขึ้น(ตามโองการพระเจ้า)ที่เมืองเม็กกะ และ เมดินะ ใน(คริสต์)ศตวรรษที่เจ็ด(ประมาณพ.ศ. 1200) บริบทสังคมยุคสมัยนั้น อันได้แก่ โลกอาหรับโบราณ เป็นเรื่องที่คนสมัยปัจจุบัน จะต้องรับพิจารณาเป็นเบื้องปฐมถึงแม้ว่าโองการพระเจ้าจะศักดิ์สิทธิ์และเป็นอกาลิโก ก็ตาม

องค์ศาสดา พระมะหะหมัด ทรงชี้ทางไว้ให้มุสลิมปฏิบัติต่อทาสอย่างอารี ให้นึกถึงใจเขาใจเรา ท่านห้ามกระทำทารุณต่อทาส พระศาสดาทรงเตือนมุสลิมทั้งหลายว่า คำสอนของท่าน ทรงสั่งสอนเสมอหน้ากันหมด ไม่ว่าคุณจะเป็น ไท  หรือเป็น ทาส (หน้า 247)

อย่างไรก็ดี มนุษย์เราใช่ว่าจะมีดวงตาเห็นธรรมทั่วกันหมด  คนอาหรับ อีกนัยหนึ่ง คนผิวขาวแกมน้ำตาล(les Blancsbasanés) ก็มีความรู้สึกว่า ตนเป็นคนเหนือชั้นกว่าพวกชาวเหนือ ผู้มีผิวสีขาวซีด(ฝรั่ง)  แต่คนอาหรับไม่ได้เดียดฉันท์คนผิวดำมากเท่าคนขาว – ช้าก่อน ประเด็นนี้อาจจะจริง หรือไม่จริง?

ลิววิส ยกอุทาหรณ์จากนิทาน อาหรับราตรี(พันหนึ่งทิวา) จะขอคัดข้อความ แปลตรงจากหนังสือ หน้า 269 ว่า

“แม้แต่ผู้อ่านที่ไม่รู้เรื่องวรรณคดีอาหรับ ยกเว้น เคยอ่าน พันหนึ่งทิวา-อาหรับราตรี มาบ้างเท่านั้น  ผู้อ่านเหล่านั้นก็อาจนึกสงสัยว่า ความใจกว้างไม่เดียดฉันท์คนผิวดำของชาวอาหรับ เพียงแต่ขอให้นับถืออิสลามด้วยกันเป็นพอ  ความข้อนี้จริงอยู่หรือ

ความสงสัยคลางแคลงใจเรื่องนี้ บังเกิดเมื่อได้อ่านเรื่องของ ราชาชาซามาน ผู้ออกเดินทางไปเยื่ยมน้องชาย ราชาชาชริยาร  แต่เนื่องจากท้าวเธอลืมของบางอย่าง จึงได้เดินทางกลับวัง  ครั้นกลับมาถึงวังตอนเที่ยงคืน ก็ได้พบมเหสี นอนอยู่บนเตียงกับทาสผิวดำ ผู้ซึ่งก็กำลังหลับอยู่ เนื่องจากได้ให้ “บริการ” มเหสีไปเรียบร้อยแล้ว

ครั้นพบภาพดังกล่าว  ราชา ชาซามาน พิโรธโกรธจัด ตรงเข้าไปฟันสองคนนั้น ขาดเป็นท่อน ๆ แล้วก็เดินทางไปเยี่ยมน้องชายต่อไป  ก็พบว่าสถานการณ์ของน้องชายยิ่งแย่กว่าอีก  เพราะระหว่างที่ ราชา ชาชริยาร ผู้เป็นน้องชายออกไปล่าสัตว์  ปรากฏว่า ใช่แต่มเหสีเท่านั้น แต่บรรดาสนมรวมยี่สิบนาง ต่างได้รับ “บริการ” (ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส หมายเหตุตรงนี้ไว้ว่า ใช้คำตามสำนวนแปลภาษาอังกฤษ ที่แปลพันหนึ่งทิวาฯสมัยวิคตอเรีย) จากทาสผิวดำจำนวนยี่สิบคน กันถ้วนหน้า

มเหสีโดดเด่นอยู่ในอาภรณ์ อันงามสง่า และองค์เองก็เลอโฉม  เหล่าสนมพากันเดินตามมเหสีมาที่น้ำพุ  นางทั้งหลายพักผ่อนสนุกสนานบันเทิง ด้วยกันที่นั่น  แล้วบัดนั้น มเหสีก็ร้องขึ้นว่า  “โอ มาซูด!”  แล้วทันใด ทาสผิวดำคนหนึ่งก็เดินมาหา ทั้งสองสวมกอดกัน  แล้วนางสนมทั้งหลาย ก็ระเริงรักกับทาสผิวดำคนอื่น ๆ  กระทั่งเย็นค่ำย่ำสนธยา

ราชา ชาซามานกับ ราชา ชาริยาร เป็นตัวแทนของคนผิวขาว(แกมน้ำตาล)ผู้เหนือชั้นกว่า  แต่มีความฝันลับ ๆ ทางกามารมณ์ หรืออาจจะเป็นฝันร้ายทางเพศ  ซึ่งทุกคนอาจรู้ดีกันอยู่แล้ว”  หน้า 269







ผู้เขียนบลอคนี้ เคยอ่านคำสัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ของ เจมส์ บอลวินด์ (James Baldwin)นักเขียนชาวอเมริกันดำ ผู้มาอยู่อาศัยในฝรั่งเศสนานนับสิบปี  เขาบอกว่า คนอเมริกันผิวขาว เกรงกลัวคนดำ ตรงที่อวัยวะเพศของชายผิวดำ มีขนาดใหญ่โตและยาวกว่า  นี่แหละคือ หัวใจของปัญหาเรื่องสีผิวในสหรัฐฯ เจมส์ บอลวินด์  ย้ำ

เมื่อผู้เขียนบลอค เรียนหนังสืออยู่ในฝรั่งเศส เคยฟังเพื่อนนักเรียนชาวฝรั่งเศส เล่าเรื่องสัปดนให้เพื่อนฝูงฟังในโรงอาหาร  เขาเล่าถึงคนอาหรับผู้หนึ่ง เขาบอกว่า “มีกล้วยใบเบ้อเร่อเลย”(une banane énorme) ผู้เขียนฯคิดว่าคนฝรั่งเศส ก็อาจประหวั่นพรั่นพรึงประเด็นนี้กับคนอาหรับอยู่เหมือนกัน หรือว่าไม่ก็ไม่รู้?


ต่อมาเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของ ลิววิส ก็เลยได้ทราบว่า คนอาหรับเอง ก็มีปมค้างคาใจต่อคนผิวดำ ตรงที่คนผิวดำมีอวัยวะเพศมหึมากว่าของพวกตนอีก เช่น ในหนังสือหน้า 316 ดังภาพถ่ายที่นักประวัติศาสตร์อาหรับสมัยโบราณ บรรยายไว้ว่าคนผิวดำมีเอกลักษณ์สิบประการ ซึ่งประการหนึ่งก็คือ   un penis long ซึ่งแปลว่า อวัยวะเพศยาว (ดังที่ผู้เขียนบลอค ขีดเส้นใต้ไว้)



ภาพถ่ายหนังสือหน้า 316



อย่างไรก็ดี แม้พระคัมภีร์จะสอนว่า มุสลิมล้วนเสมอภาคกัน แต่ในทางปฏิบัติ คนผิวดำในดินแดนอาหรับโบราณ ประมาณค.ศ. 700 หรือศตวรรษที่แปด ก็ยังถูกเหยียดผิวอยู่ดี เช่น กวีเอกภาษาอาหรับ แต่เป็นคนอัฟริกันดำ ชื่อ อัล ไฮยะเกียน(al-Hayquian) มีชีวิตอยู่สมัยราชวงศ์โอมิยาด ก็ถูกเหยียดผิวจากกวีอาหรับ(แท้)ชื่อ ดจารี(Djarir) ตาย ค.ศ. 729

โดยมีเรื่องเล่ากันว่า คนทั้งสองได้พบกันในงานเทศกาล เวลานั้นกวีผิวดำ อัล ไฮยะเกียน แต่งตัวใส่เสื้อสีขาว ตัดกับสีผิวดำของตน มาในงาน

คำพังเพยภาษาไทย ที่ว่า “อีกา คาบพริก”  เป็นสำนวนแสดงความขัดกัน ระหว่างสีเสื้อผ้าที่สวมใส่กับสีผิว  แต่กวีอาหรับโบราณ ท่านแหลมคมกว่านั้นมาก ดจารี(Djarir) กล่าววาจาเหน็บแนม อัล ไฮยะเกียน ผู้มีผิวดำแต่สวมเสื้อผ้าสีขาวมาในงาน ว่า (หน้า 285)

แลดูดุจจะ "un pénis d’âne envelopé dans un papyrus "
(ภาพถ่ายจากหนังสือหน้า 285  ส่วนที่ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียนบลอค)

ภาพถ่ายหนังสือหน้า 285




 ซึ่งหมายความว่า กวีผิวดำผู้นุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาวนั้น ดูประหนึ่ง : 

“องคชาติของลา ที่ห่อหุ่มด้วยกระดาษปาปิรุส”


-โพสต์หลัง สงกรานต์, 2559



-----------------------------------------------------------------------------------


อ่านตอนที่หนึ่ง ตามลิงก์ข้างล่างครับ
https://pricha123.blogspot.com/2016/05/blog-post.html



[ยังมีต่อ จะว่าด้วย ¼ ส่วนต่อไปของหนังสือ หรือประมาณอีก 300 หน้าเศษ หรือถึงครึ่งเล่ม             จะว่าตามหนังสือครับ ดีก็จะบอกว่าดี ไม่ดีบอกว่าไม่ดี  ถ้าสั้นก็จะบอกว่าสั้น ส่วนถ้ายาวก็จะบอกว่า.....ยาว]

underconstruction.....กำลังดำเนินการ