open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตอน 7 ปกครองด้วยกฎหมาย – ตำราการเมือง อริสโตเติล เล่มหนึ่งและสาม

ปรัชญาการเมือง
ศาสตราจารย์ สตีเวน บี. สมิธ
มหาวิทยาลัย เยล

Dan Bailé ผู้สรุปเป็นภาษาไทย



ปกครองด้วยกฎหมาย – ตำราการเมือง อริสโตเติล เล่มหนึ่งและสาม
The Mixed Regime and the Rule of Law: Aristotle's Politics, I, III


ศ.สมิธ เปิดการบรรยายตอนนี้ว่า การสอนปรัชญาการเมืองอย่างจริงจังนั้น กล่าวกันว่า จะต้องเริ่มด้วย เพลโต ซึ่งท่านก็ได้ดำเนินการบรรยายมาในแนวนั้น  บัดนี้...ถึงเวลาที่จะต้องก้าวต่อไป

และจะว่าด้วยบุตรบุญธรรม หรือทางจิตวิญญาณของ เพลโต อันได้แก่ อริสโตเติล

ตำนานเล่า ชีวิตของอริสโตเติล ว่า: “อริสโตเติล เกิดมา ใช้เวลาทั้งชีวิตครุ่นคิด แล้วเขาก็ตาย”ซึ่งถึงแม้ชีวิตอริสโตเติลจะมีมากกว่านั้น แต่คำกล่าวตามตำนานก็ไม่ได้หนีความจริง  เพราะตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ผู้รู้ชาวตะวันตกก็ถือว่า อริสโตเติลเป็นยอดนักปรัชญา



อริสโตเติล เกิด 384 ปี ก่อนคริสตกาล ภายหลังจากที่ โสคราติส ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วสิบห้าปี เขาเกิดทางเหนือของประเทศกรีก ในแคว้นมาซิโดเนีย  เมื่อถึงวัยรุ่น บิดาส่งไปเรียนหนังสือที่ เอเธนส์ ในสำนักของ เพลโต  เขาอยู่ที่นั่นยี่สิบปี กระทั่ง เพลโต ตาย เมื่อเพลโตตาย อริสโตเติล ก็ออกจากเอเธนส์ เดินทางท่องดินแดนกรีกโบราณ ในเอเซียไมเนอร์ หรือ ประมาณประเทศตุรกี-ภาคเอเซีย และประเทศซีเรียในปัจจุบัน  จากนั้นก็เดินกลับบ้านเกิดในมาซิโดเนีย เพราะกษัตริย์ฟิลลิป แห่งมาซิโดเนีย ให้ไปตั้งสำนักศึกษา เป็นติวเตอร์อบรมบุตรชาย คือ เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ซึ่งต่อมาก็คือ อเล็กซานเดอร์มหาราช

ต่อมา อริสโตเติล ก็เดินทางไปเอเธนส์และตั้งสำนักศึกษาของตนเอง เรียกว่า ไลเซียมกระทั่งถึงบั้นปลายชีวิต ก็ถูกทางการประชาธิปไตยเอเธนส์ กล่าวหาเช่นเดียวกับที่เคยกล่าวหา โสคราติส มาก่อน คือถูกกล่าวหาว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งอาจมีโทษถึงประหารชีวิต  แต่อริสโตเติลปฏิเสธที่จะอยู่รอดื่มยาพิษ เช่นเดียวกับโสคราติส เขาหนีออกจากเอเธนส์ โดยเขากล่าวว่า ขี้เกียจจะอยู่ให้ชาวเอเธนส์ ทำบาปกับนักปรัชญาอีกเป็นการซ้ำสอง

อริสโตเติล มีสไตล์ต่างจาก โสคราติส-ผู้ที่พร่ำพูดพร่ำสอนตลอดเวลา  และต่างจาก เพลโต ซึ่งทำงานเขียน ด้วยการบันทึกคำสอนของ โสคราติส  แต่ อริสโตเติล สร้างงาน(เขียน)เป็นชิ้นเป็นอันมากมายหลายสาขาวิชา ตั้งแต่ชีววิทยา ถึง จริยปรัชญา การวิจารณ์วรรณกรรม การเมือง ฯลฯ

ศ.สมิธ กล่าวว่า อริสโตเติล สามารถเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเยลได้ในหลายภาควิชา  แต่ โสคราติส นั้นคุณสมบัติไม่ถึง แม้แต่จะสมัครเป็น ผู้ช่วยสอนเพราะแกพูดอย่างเดียว ไม่มีผลงานลายลักษณ์อักษร

ขณะที่ สำหรับ เพลโต การศึกษาเรื่องการเมือง ในที่สุดแล้วก็จะจบลงด้วยปมปัญหาปรัชญาที่ยากจะขบแตก เช่น จิตวิญญาณ คือ อะไร? จิตวิญญาณ เกี่ยวข้องกับอะไร?แต่ อริสโตเติล ศึกษาการเมืองคล้ายกับที่เราศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ในปัจจุบัน 

อริสโตเติล เที่ยวเก็บรวบรวมรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ทั่วทั้งดินแดนโลกตะวันตกโบราณ  สร้างคำนิยามคำศัพท์ด้านการเมือง สร้างคู่มือการเมือง คู่มือการศึกษาการเมือง  งานของ อริสโตเติล ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้นักปรัชญาได้เรียน  แต่ทำเพื่อประชาชนพลเมืองและผู้ที่จะบริหารรัฐ ในอนาคต ได้เล่าเรียน

งานของ อริสโตเติล ไม่เน้นทฤษฎี แต่มุ่งถึงหน้าที่พลเมือง และการประนีประนอมทางการเมือง อริสโตเติล เห็นความสำคัญของ รัฐ และต้องการจะเตรียมคน ให้เป็นพลเมืองของ รัฐ หรือนครรัฐ หรือของบ้านเมือง

ชีวิตของ อริสโตเติล ได้เห็นประชาธิปไตยกรีกโบราณล่มสลาย นครรัฐกรีกถูกครอบครองโดยราชอาณาจักรมาซิโดเนีย  อริสโตเติล มองความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น อย่างไร?ปรากฏว่า อนิจจา อริสโตเติล ไม่ได้เขียนความเห็นเรื่องนี้ไว้

อริสโตเติล เป็นนักวิชาการแทบจะทุกสาขาวิชาที่รู้จักกันในโลกตะวันตกโบราณ  เป็นที่เคารพนับถือในสาขาต่าง ๆ เหล่านั้นมายาวนานมาก จนตราบถึงประมาณศตวรรษที่ 17 (ในแง่ปรัชญาการเมือง)

ในหนังสือ “การเมือง”(the Politics) ของ อริสโตเติล ได้แสดงวาทะอันมีชื่อเสียง ที่ว่า

          “มนุษย์ โดยธรรมชาติ เป็น สัตว์การเมือง”
          “Man is by nature a political animal.”

อริสโตเติล เห็นว่า “ที่กล่าวกันว่าว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง มากกว่าผึ้ง หรือมากกว่าสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงชนิดอื่น ๆ นั้น ชัดเจนอยู่แล้ว”

สัตว์อื่นทั้งหลายอาจทำเสียง(voice)ได้ อาจรู้สุขรู้ทุกข์ แต่มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ “พูดได้”  กล่าวคือมนุษย์ มี Logos ที่แปลว่า ถ้อยคำหรือ เหตุผลก็ได้ทั้งสองอย่าง  คุณสมบัตินี้ในมนุษย์ เกินไปกว่าการรู้ทุกข์รู้สุข Logos เป็นตัวกำหนดว่า อะไรยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม อะไรดี อะไรชั่ว หลักศิลธรรมและจริยธรรม คือ ตัวก่อให้เกิดครอบครัวและบ้านเมือง – อริสโตเติล กล่าวไว้เช่นนั้น

อริสโตเติล ขยายความละเอียดขึ้น ว่า บ้านเมือง(polis หรือ นครรัฐ) เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เริ่มจากการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของมนุษย์ เป็นครอบครัว แล้วเป็นเผ่า แล้วเป็นหมู่บ้าน แล้วก็เป็น บ้านเมือง หรือ นครรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงของมนุษย์ คล้ายกับทางชีววิทยา ที่สัตว์พัฒนาจากสัตว์รูปแบบง่าย ๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น

อย่างไรก็ดี การอยู่ร่วมกันเป็นบ้านเมือง หรือ นครรัฐ มีนัยยะที่สอง นอกเหนือจากตามแนวธรรมชาติ กล่าวคือ นครรัฐ/บ้านเมือง เปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถบรรลุผลสำเร็จในชีวิต ที่จะได้ไปถึง วัตถุประสงค์บั้นปลาย(telos) หรือ แก่นของความเป็นคน

เราเป็นสัตว์การเมือง ก็เพราะว่า การมีชีวิตที่มีส่วนร่วมในชีวิตบ้านเมือง จำเป็นแก่ความเป็นเลิศของคน จำเป็นต่อการอยู่ดี(well-being)ของคน

คนที่ไร้บ้านเมือง ไม่มีพสุธาจะอาศัย ก็จะมีฐานะเท่ากับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง หรือไม่ก็จะต้องเป็นระดับเทวดา หมายความว่า ถ้าไม่ต่ำกว่าคน ก็ต้องสูงกว่าคนหรือคนเหนือคน

การกล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองตามธรรมชาติ นั้น อริสโตเติลได้วางรากฐานสำคัญไว้แก่โลกยุคต่อ ๆ มา  ถึงแม้ อริสโตเติล จะไม่ได้ขยายแนวคิดนี้ ในทางกว้างและลึกซึ้งมากนักก็ตาม  อย่างไรก็ดี เราต้องทำความเข้าใจว่า อริสโตเติล ไม่ได้ให้ความหมายเชิงชีววิทยา  เพราะธรรมชาติแห่งการอยู่เป็นบ้านเมืองของคน ไม่ใช่มดสร้างรัง หรือแมงมุมชักใยแมงมุม หรือผึ้งสร้างรังหรือปลวก สร้างจอมปลวก  คนไม่ได้เป็นสัตว์การเมืองเพราะเหตุผลทางธรรมชาติเหมือนพวกเดรัจฉาน  แต่เป็นเพราะว่า มนุษย์ “พูดได้” คือมี Logos การพูดได้ของอริสโตเติลหมายถึงการรู้จักเหตุผลด้วย 

การพูดได้และรู้จักเหตุผล ทำให้มนุษย์ผูกพันกับคนอื่นในบ้านเมืองเดียวกัน  มีความเข้าใจร่วม มีความรู้สึกร่วม ว่าอะไรยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม  มนุษย์รู้จักที่จะอยู่ร่วมกันด้วยข้อศิลธรรมทางภาษา(การพูด/ให้เหตุผล)  อริสโตเติล จึงสรุปว่า “การพูดได้”(Logos)ของคน นำมาซึ่ง(แต่มิใช่เป็นเหตุ)การเมือง

นอกจาก “การพูดได้” ของมนุษย์ จะนำมาซึ่งการเมืองแล้ว ยังนำมาซึ่ง ความรัก ความสนิทสนม ความเห็นอกเห็นใจ มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน ซึ่งก็เป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการเมืองและการอยู่ร่วมกันเป็นบ้านเมือง ตลอดจนเป็นพื้นฐานของความเป็นคน การสมาคมกันในแนวดังกล่าวนำไปสู่ความสมบุรณ์ของมนุษย์

แต่ “บ้านเมือง” หรือ นครรัฐ ของอริสโตเติล หมายถึง นครรัฐหรือบ้านเมืองขนาดเล็ก ๆ เป็นสังคมเล็ก ๆ ที่เกือบจะเหมือนสังคมปิด  ซึ่งพันธะที่ผูกพันกันระหว่างสมาชิก ได้แก่ ความรู้สึกเป็นเพื่อน หรือมิตรภาพ  ไม่ใช่สังคมที่คิดคำนวณผลประโยชน์สังคมที่คำนึงถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ จะไม่ใช่สังคมการเมืองแบบที่ อริสโตเติล พูดถึง

อริสโตเติล เห็นว่า เราจะไว้วางใจคนทั่วไปทุกคน หาได้ไม่  เราจะไว้วางใจกันได้ก็แต่เฉพาะกลุ่มเพื่อนหรือในหมู่มิตรเท่านั้น ซึ่งหมายถึงพลเมืองนครรัฐเดียวกัน  เพราะฉะนั้น จึงจะมีแต่นครรัฐเล็ก ๆ เท่านั้นที่จะมี “การเมือง” ได้  คือสามารถปกครองกันได้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน 

อริสโตเติล เห็นว่า แผ่นดินขนาดใหญ่เช่น จักรวรรดิ จะสามารถปกครองกันได้อย่างหลวม ๆ เท่านั้น นครรัฐจะเป็นแผ่นดินขนาดใหญ่โตกว้างขวางไม่ได้

อย่างไรก็ดี นครรัฐหนึ่ง ก็จะตั้งอยู่ในโลกร่วมกับนครรัฐอื่น ๆ และแต่ละนครรัฐ ก็อาจมีนโยบายแตกต่างกัน หรือบางทีอาจจะเป็นศัตรูกัน  ในการอยู่ร่วมกันนี้ นครรัฐก็จะต้องมีนโยบายการต่างประเทศ พลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตย จะไปเป็นพลเมืองดีในระบอบอื่นไม่ได้  ความภักดีต่อวิถีชีวิตแบบของตน เป็นข้อบังคับ(เงื่อนไข ชนิดบังคับก่อน)ให้เกิดนครรัฐ

ด้วยเหตุแห่งความที่มีลักษณะเฉพาะตัวของนครรัฐ(หรือบ้านเมืองขนาดเล็ก) ทำให้นครรัฐอาจไม่สามารถเป็นมิตร กับนครรัฐหรือบ้านเมืองอื่นได้ทั้งหมด สงครามระหว่างนครรัฐอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การรณรงค์สงครามและคุณสมบัติที่เอื้อต่อการรณรงค์สงครามก็จะเป็นสิ่งมีค่าต่อนครรัฐ และเป็นธรรมชาติของความเป็นนครรัฐ(หรือบ้านเมือง) เช่นเดียวกับความเป็นเพื่อน มิตรภาพ และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

ศ.สมิธ ตั้งข้อสังเกตว่า ในตอนต้น ๆ อริสโตเติล ไม่ได้พูดว่า ระบอบการปกครองชนิดใดดี หรือดีที่สุด เพียงแต่พูดว่า เราเป็นสัตว์การเมือง และเพื่อให้เราบรรลุวัตถุประสงค์แท้จริง(telos)ของชีวิต เราก็จะต้องอยู่กันเป็นบ้านเป็นเมือง

แต่มีคำถามว่า แล้วจะปกครองนครรัฐอย่างไรดี? จะปกครองด้วยคนน้อยคนหรือมากคน  ถึงจุดนี้เราเพียงแต่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนครรัฐว่า

          1)จะต้องมีขนาดเล็ก พอที่จะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้
          2)จะมีมีภาษา ภาษาพูด ภาษาแห่งการให้เหตุผล และในที่สุด ภาษาแห่งความยุติธรรม ภาษาเดียวกัน  หมายความว่า ไม่ใช่สักแต่ว่าจะพูดภาษาเดียวกัน ทว่า จะต้องมีประสบการณ์เดียวกัน มีความทรงจำเดียวกัน ที่คอยก่อรูปผู้คนพลเมือง

เราจะเห็นได้ว่า สังคมหลากหลายเผ่าพันธุ์ มากกลุ่มวัฒนธรรม มากมายหลายภาษาพูด เช่นสังคมมนุษย์ปัจจุบันหลาย ๆ สังคมนั้น ไม่เข้าข่ายนครรัฐ ของ อริสโตเติล ซึ่งประเด็นนี้จะมองว่า อริสโตเติล กำลังวิพากวิจารณ์สังคมปัจจุบัน ก็ว่าได้ -- ศ.สมิธ แสดงความเห็นเช่นนั้น

พลเมืองในนครรัฐแบบของอริสโตเติล จะบรรลุวัตถุประสงค์บั้นที่สุดของชีวิต ด้วยการเข้ามามีส่วนในการบริหารกิจการบ้านเมือง หรือมีส่วนร่วมในการเมือง  ขณะที่ พลเมืองของประเทศใหญ่โตสมัยนี้ รัฐอาจให้ประชาชนมีเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตตามใจปรารถนา แต่เสรีภาพเช่นนี้ไม่ใช่เสรีภาพที่ อริสโตเติล พูดถึง

อริสโตเติล กล่าวว่า เสรีภาพจะเกิดมีขึ้นได้แก่ปัจเจกชน ก็ต่อเมื่อเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง มีทำกิจกรรมการเมือง มารับผิดชอบและตรวจสอบงานการเมือง เพื่อประโยชน์ของชนทั้งปวง หรือประโยชน์สาธารณะ

เพราะฉะนั้น เสรีภาพของอริสโตเติล จึงไม่ได้หมายถึงมีชีวิตตามใจชอบ แต่มีชีวิตด้วยการยับยั้งชั่งใจ มีสำนึกว่า ใช่ว่าคนเราจะทำได้ตามอำเภอใจ  อริสโตเติลเห็นว่าสังคม/บ้านเมือง/นครรัฐที่ดีย่อม ส่งเสริมให้คนรู้จักประมาณตนและรู้จักประเมินตนเอง รู้จักปกครอง(ใจ)ของตนเอง ดังที่ อะไดมาติส พูดไว้  การรู้จักครองตนอยู่ในทางสายกลาง(moderation) มี self-governance เหล่านี้จะแยกเสียมิได้จาก เสรีภาพ

อย่างไรก็ดี ปรัชญาการเมือง อริสโตเติล ก็มีข้อที่สมัยนี้เห็นว่า เสียชื่อเสียง อยู่ประการหนึ่ง คือ การรับรองเรื่องทาส  อริสโตเติล เห็นว่าความเป็นทาสเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติเพราะอริสโตเติล เชื่อในเรื่องความไม่เสมอภาค  เขาเห็นว่า สังคมต้องมีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง  เป็นกฎธรรมชาติของคน 

ประชาธิปไตยแบบอริสโตเติล จึงแตกต่างจากประชาธิปไตยแบบเจฟเฟอร์สัน ผู้ประกาศว่า มนุษย์ถูกสร้างมาเท่าเทียมกันจึงมีนักศึกษารุ่นปัจจุบันเห็นว่า หนังสือเรื่อง “การเมือง” หรือ “Politics” ของ อริสโตเติล เป็นหนังสือ “แอนตี้ประชาธิปไตยอย่างมากที่สุดเท่าที่เคยเขียนกันมา

เอ้ะ แล้วเราจะเรียนเรื่องการเมืองจาก อริสโตเติล ไปทำไม? 

เนื่องจากการแสดงเหตุผลของ อริสโตเติล สั้นมาก  ท่านว่า เราจะต้องทำการอ่านชนิดที่เรียกว่า อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ หรือ close reading

1)   เราไม่พึงมองข้ามความเห็นของ อริสโตเติล ในส่วนที่เราไม่ชอบ  เพียงเพื่อให้ อริสโตเติล “ดูดี” ในทางการเมือง คือ ให้ อริสโตเติล มีความเห็นที่เป็นความชอบธรรมทางการเมือง(politically correct) ตามทัศนะของคนสมัยนี้ 
2)   ขณะเดียวกัน เราก็ไม่พึง ปฏิเสธ อริสโตเติล มองข้ามเขาไปเสียเลย  เพียงเพราะว่าทัศนะของเขาไม่ตรงกับทัศนะของเรา

ศ.สมิธ เห็นว่าข้อสังเกตเรื่องทาสของอริสโตเติล เป็น “หัวข้ออภิปราย” ไม่ใช่ความเห็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  เขาบอกว่า “มีบางคน เชื่อว่า ทาสเป็นธรรมชาติ” เพราะว่า การปกครองและการถูกปกครอง พบได้ทุกสังคม

แต่ บางคนสมัยโน้น ก็เห็นว่า นายกับทาส ไม่เป็นธรรมชาติ ทว่าเป็นความสัมพันธ์ที่วางอยู่กับการ “บังคับ”  เราจะพบว่า แม้ในโลกโบราณ เรื่องทาสก็ใช่ว่าจะเห็นคล้อยตามกันเสียทั้งหมด  อริสโตเติล เพียงแต่เปิดใจกว้าง ยอมรับความเห็นทั้งสองทาง

อริสโตเติล เห็นด้วยกับผู้ที่เห็นว่า ทาสที่เกิดจากสงคราม(เชลยศึก) ไม่ยุติธรรม  เพราะว่า การสงครามไม่ได้เกิดอย่างยุติธรรมเสมอไป  ฉะนั้น ทาสชนิดนี้ เราจะถือว่า เป็นธรรมชาติ หรือเป็นทาสอย่างยุติธรรม ไม่ได้

อริสโตเติล ปฏิเสธความเห็นอื่น ๆ ที่ว่า ทาสเหมาะแก่คนอื่นที่มิใช่คนกรีก  เขาบอกว่า เป็นทาสกันได้ทั้งนั้นแหละ ทาสไม่จำกัดชาติพันธุ์  หรือถ้าแม้นว่า ความเป็นนายเป็นทาสแม้จะเกิดจากที่ธรรมชาติเจตนามา เพื่อให้เห็นความต่างระหว่าง คนเป็นไท กับ คนเป็นทาส  แต่ อริสโตเติล เห็นว่า การณ์อันตรงข้ามกัน มักจะเป็นจริง ธรรมชาติมีสิทธิสร้างมาผิดพลาด(คือ คนที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นไท ที่จริงกลับเป็นทาส  และคนที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นทาส กลับเป็นไท)

ถึงตรงนี้ หลายคนเริ่มสับสนกับ อริสโตเติล ว่า สรุปแล้วจะพูดว่า อะไรแน่?

อริสโตเติล เห็นด้วยกับพวกที่เห็นว่า ทาสเป็นเรื่องธรรมชาติ  เพราะว่า อริสโตเติล เห็นว่าคนเราไม่อาจปกครองตนเองได้โดยปราศจาก ความยับยั้งชั่งใจ  การปกครองตนเอง(self-rule) จะหมายถึง การรู้จักที่จะยับยั้งชั่งใจตนเอง การรู้จักควบคุมตนเอง(self-restraint or self-control)    ซึ่งล้วนแล้วแต่จำเป็นสำหรับ เสรีภาพ

การรู้จักควบคุมกิเลสตัณหาของตนเอง ก็คล้าย ๆ กับการรู้จักปกครองผู้อื่นด้วยความยับยั้งชั่งใจ 
จิตวิญญาณก็มีลำดับชั้นขั้นตอนของมัน ซึ่งแสดงออกมาเป็นรูปธรรม ด้วยระบอบการเมืองการปกครองนั่นเองอริสโตเติลสรุปว่า ลำดับชั้นตามธรรมชาติ ก็มาจาก ลำดับชั้นภายใน(จิตใจ)ของสติปัญญา และลำดับชั้นของการรู้จักเหตุผล

แต่ ลำดับชั้นในจิตใจคนมาจากไหน?  อริสโตเติล ตั้งคำถามว่า ทำไมคนบางคนจึงมีขีดความสามารถที่จะคิดอย่างมีเหตุผล  มีการควบคุมตนเองได้ดี  ซึ่งคุณสมบัติสองประการนี้จำเป็นต่อ เสรีภาพ  แต่คนบางคนกลับไม่มีความสามารถเช่นนั้น

เรื่องนี้ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือ หรือว่าเกิดจากการอบรมเลี้ยงดู  ถ้าเกิดจากการเลี้ยงดู แล้วความเป็นทาสจะเป็นธรรมชาติได้อย่างไร?  ก็ อริสโตเติล บอกว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล”(เป็น สัตว์ประเสริฐ) มิใช่หรือ? ก็แปลว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเป็นอย่างนั้น ต่างล้วนมีขีดความสามารถที่จะฝึกจิต และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเสรีได้ ความคิดเหล่านี้มีความเสมอภาคแฝงอยู่

ประโยค ที่เปิดฉากหนังสือ เมตาฟิสิคส์ ของ อริสโตเติล เขียนว่า “All men have a desire to know.”  นี่เป็นสากลใช่ไหม? ทุกคนมีเสรีภาพ ทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครอง และในการที่จะถูกปกครอง ในฐานะพลเมืองของบ้านเมือง
แต่ ขณะเดียวกัน อริสโตเติล กลับเห็นว่าการศึกษาเป็นสิทธิของคนส่วนน้อย  เพราะว่า “วินัย” และ “การรู้จักควบคุมตนเอง” ที่จำเป็นแก่การศึกษา หรือจำเป็นสำหรับจิตที่มีการศึกษา  ดูเหมือนจะกระจายอยู่อย่างไม่เสมอภาคกัน ในหมู่มนุษย์

เพราะฉะนั้น ดูเหมือนว่า ระบอบการปกครองตามธรรมชาติ ที่เป็นระบบที่ดีที่สุด น่าจะได้แก่ระบบอริสโตเครซีของคนมีการศึกษา – aristocracy of the educated เป็นระบบสาธารณรัฐศักดินา – aristocratic republic  ทั้งนี้โดยที่ คนมีการศึกษาปกครอง เพื่อสุขของคนทั่วไป

หนังสือ สาธารณรัฐ ของ อริสโตเติล(ซึ่งหมายรวมถึง เพลโต ด้วย) เน้นการปลูกฝังคุณธรรม คุณงามความดีระดับสูง – high level of citizen virtue  ซึ่งหมายถึง จิตใจที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมและจำเป็น แก่การปกครองตนอง  คุณสมบัตินี้ อริสโตเติล เห็นว่ามีอยู่ในคนส่วนน้อย มีคนจำนวนน้อยที่จะมีความสามารถเข้ามาบริหารปกครองบ้านเมืองได้

หนังสือของ อริสโตเติล จึงดูเหมือนจะสั่งสอนอบรมปลูกฝัง ชนชั้นผู้นำ เป็น elite teaching ซึ่งช่างตรงกันข้ามกับความรู้สึกสำนึกของเรา(นศ. มหาวิทยาลัย เยล) ที่เราได้รับการเลี้ยงดูมา

แต่ก่อนที่เราจะปัด อริสโตเติล ทิ้งไป  เราน่าจะลองถามดูว่า มหาวิทยาลัย เยล เป็นสถาบันชั้นผู้นำ มิใช่หรือ?  เป็นสถาบันที่ตั้งใจจะให้การศึกษาอบรม เชิงศิลธรรมและปัญญา สร้างคนมีการศึกษาที่เป็นผู้นำ มิใช่หรือ?  ดูจากระบบการรับนักศึกษา เป็นระบบเปิด ใคร ๆ ก็เข้ามาเรียนได้ เช่นนั้นหรือ?  หามิได้เลย มีระบบคัดเลือกที่เรียกร้องคุณสมบัติ ที่จะปกครองตนเองได้ มีวินัย มีการยับยั้งชั่งใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่จำเป็นต่อความสำเร็จในการศึกษาที่ เยล

แล้วการที่นักศึกษาจากที่นี่ สำเร็จออกไปอยู่ในกลุ่มผู้นำในรัฐบาล ธุรกิจ กฎหมาย และวงวิชาการ นั้น จะเป็นการยุติธรรมไหม ถ้าจะพรรณนาว่า ชั้นเรียนนี้ เป็น ศักดินาตามธรรมชาติ?




ต้นฉบับวีดีโอ ตอน
ปกครองด้วยกฎหมาย – ตำราการเมือง อริสโตเติล เล่มหนึ่งและสาม
The Mixed Regime and the Rule of Law: Aristotle's Politics, I, III



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น