open letter no 2

Chicago 2 why Chicago

Chicago 2 ทำไม ผมต้องดัดจริต ฟังวิทยุชิคาโก ด้วย? ๑.    ผมติดนิสัยชอบฟังวิทยุตปท. จากแดนไกลเป็นนิสัยมาแต่มัธยม เพื่อฝึกภาษา ประกอบกับมีผู...

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

HV8/12 part 2 ในชีวิตฉันนั้น ฉันสมควรจะมี สมควรจะได้ อะไรบ้าง

ชีวิตฉัน--ฉันอยากมีอยากได้ไปหมดทุกอย่าง  ฉันนึกอยากกินรวบ โกยเอามาไว้เป็นของฉันทั้งนั้นเลย  ทั้งของที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม  ทั้งสิ่งที่จับ คลำได้ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ 
เอ้ะ--แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตฉัน ฉันสมควรจะพึงมีพึงได้อะไรบ้าง?  
ปรัชญาตะวันตกจะวิสัชนาปัญหานี้ให้ฉันฟังได้อย่างไร?

----------------------------------------------------------------------------------------

ในชีวิตฉันนั้น ฉันสมควรจะมี สมควรจะได้ อะไรบ้าง
Episode 08 part 2


          ศ.แซนเดล ถามว่า รายได้ ความมั่งคั่งร่ำรวย และโอกาสในชีวิต สมควรที่จะจัดสรรแบ่งปันกันไปอย่างไร จึงจะยุติธรรม  ทั้งนี้โดยได้อ้างแนวคิดทฤษฎีสามแนวทาง ที่ได้บรรยายและอภิปรายกันมาแล้ว ก่อนหน้านี้ อันได้แก่

1)   ความคิดเสรีนิยม--libertariansim
2)   ระบบคุณธรรม หรือ นิยมคุณความดี--the meritocratic system—ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์
3)   หลักเสมอภาคของ จอห์น รอลส์ ที่เรียกชื่อว่า หลักความแตกต่าง--the difference principle

หมายเหตุ – คำแปลของ meritocratic system ที่แปลว่า ระบบคุณธรรม หรือ นิยมคุณความดี นั้น แปลคล้อยตาม ราชบัณฑิตฯ – พจนานุกรมศัพท์นิติศาสตร์ ที่แปล merit system ว่า ระบบคุณความดี, ระบบคุณธรรม

          ศ.แซนเดล เริ่มอภิปรายเรื่อง ความยุติธรรมของการจัดสรรรายได้ในสังคมอเมริกันสมัยนี้ โดยยกตัวอย่างว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกา(ศาลสูง)ของสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนปีละ 200,000 ดอลลาร์  ขณะที่นักจัดรายการโทรทัศน์ผู้ใช้นามว่า “ผู้พิพากษา จูดี”  มีรายได้ถึงปีละ 25 ล้าน ดอลลาร์ 

          ศ.แซนเดล ตั้งคำถามว่า ยุติธรรมไหมล่ะ?

          ศ.แซนเดล ทบทวนให้ฟังว่า ครั้งก่อนได้สอบถามนักศึกษา เรื่องลำดับการถือกำเนิด ว่า ใครเป็นลูกคนหัวปีบ้าง?  ปรากฏว่านักศึกษาประมาณ 75-85% ในห้องเรียนยกมือ แปลว่านักศึกษาส่วนใหญ่ในห้อง เกิดมาเป็นลูกคนแรก  ซึ่งงานวิจัยทางจิตวิทยาระบุว่า “ลูกคนหัวปี” มักจะมีความมานะพยายาม และประสบความสำเร็จในชีวิต สูงกว่าลูกคนรอง ๆ ซึ่ง ศ. แซนเดล ชี้ว่า คุณสมบัติข้อนี้ คนเราได้มาโดยการถือกำเนิด มิใช่ได้มาด้วยความสามารถของตนเอง

          ในลำดับต่อไป ศ.แซนเดล จะโยงให้นักศึกษาเห็นว่า ประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับหลักความยุติธรรมในการกระจายทรัพยากร(เช่น รายได้) อย่างไร

          การบรรยายครั้งที่แล้ว ได้พิเคราะห์ทฤษฎี(หรือหลักความคิด)ต่าง ๆ เกี่ยวกับความยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งหมายถึง รายได้ ความมั่งคั่ง โอกาสในชีวิต และสิ่งดี ๆ ทั้งหลายของชีวิต  ว่ามีหลักยุติธรรมอยู่สามหลักดังนี้

หลักที่หนึ่ง. เราต้องจัดสรรทรัพยากร(หรือกระจายรายได้) ตามหลักเสรีนิยม –libertarian theory จึงจะยุติธรรม  กล่าวคือต้องใช้ระบบตลาดเสรี  ทั้งนี้โดยที่หน้าที่การงานทั้งหลายทั้งปวง  จะต้องเปิดโอกาสให้แก่ทุกคนได้แข่งขันกันอย่างเสรี ใครดีใครได้ เพื่อให้ได้ลงตำแหน่งงานนั้น ๆ  แต่วิธีนี้ อาจารย์ จอห์น รอลส์ วิจารณ์ว่า แม้จะดีกว่าใช้ระบบชนชั้นและวรรณะสมัยโบราณ มาจัดสรรทรัพยากร  แต่วิธีกระจายรายได้แบบตลาดเสรีก็ยังไม่ยุติธรรม เพราะว่า การเปิดเสรีใครดีใครได้นั้น  คนที่มาจากครอบครัวมั่งคั่ง ซึ่งที่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี มีการอบรมบ่มเพาะที่ดี คนพวกนี้ย่อมมีโอกาสแข่งขัน ชิงชัย ในตลาดเสรีได้ดีกว่าผู้อื่น 

          วิเคราะห์ให้ลึก จะเห็นว่าระบบตลาดเสรีไม่ยุติธรรม  เพราะในที่สุดแล้ว ความบังเอิญอันเกิดจากการถือกำเนิด กลายเป็นตัวตัดสินการจัดสรรทรัพยากร  อาจารย์ รอลส์ กล่าวว่าคนจำนวนมากในอดีต เห็นความไม่ยุติธรรมในแง่นี้  ดังนั้น พวกเขาจึงได้หันมาพิจารณาหลักที่สอง

หลักที่สอง. ความยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากร เกิดจาก ความเสมอภาคของโอกาสในชีวิต – fair equality of opportunity -- ซึ่งได้นำไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า ระบบคุณธรรม หรือ ระบบนิยมคุณความดี – meritocracy -- ที่เน้นให้ทุกคนมีโอกาสในชีวิตเสมอภาคกัน เพราะหลักนี้มีศรัทธาว่า บุคคลพึงประสบความสำเร็จด้วยความสามารถตนเอง-ไม่ใช้อภิสิทธิ์   

          แต่ อาจารย์ รอลส์ ตั้งคำถามว่า ถ้านักวิ่งเริ่มออกวิ่งจากเส้นสตาร์ทเดียวกัน  คนที่วิ่งเร็วที่สุดย่อมเป็นผู้กำชัย  แบบนี้คนขาสั้นหรือคนอ้วนก็แย่ซี  รอลส์บอกว่า ระบบคุณธรรมก็ไม่ยุติธรรม เพราะก็ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอันเป็นเหตุบังเอิญ  อาจารย์ รอลส์ เห็นว่า เราต้องคิดต่อไปให้ตลอด ถึง

หลักที่สาม. หลักความแตกต่าง--the difference principle อาจารย์รอลส์ คิดขึ้น  โดยที่รอลส์ ไม่เห็นด้วยว่า หนทางที่จะเยียวยาความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นเพราะบางคนมีพรสวรรค์ หรือมีความสามารถโดยธรรมชาติเหนือผู้อื่น  เยียวยาได้โดยการ ปรับระดับ ให้เสมอกัน – leveling equality – เช่น ทำให้คนจนเสมอกันหมด ไม่มีใครรวยกว่าใคร เป็นต้น 

แต่ รอลส์ เห็นว่า วิธีจัดการกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดจากความบังเอิญ เช่น บังเอิญเกิดมาเป็นลูกคนหัวปี หรือบังเอิญเกิดมามีพรสวรรค์  โดย รอลส์ เห็นว่าควรปล่อยให้แต่ละคนวิ่งไปให้สุดความสามารถแห่งตน ให้เขาได้รับผลสำเร็จจากความสามารถของเขา แม้ความสามารถนั้นจะเป็นความบังเอิญ--เราก็จะไม่ว่ากัน  แต่ผลประโยชน์ที่เขาได้รับมา เขาต้องรับมาเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้ด้อยโอกาส – the least well-off ด้วย

          เพื่อสาธกยกอุทาหรณ์ประเด็นนี้  อาจารย์ แซนเดล ยกตัวอย่าง รายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันในสหรัฐฯ เช่น ครูโรงเรียนในสหรัฐฯ มีรายได้เฉลี่ยราว 42,000 ดอลลาร์/ปี  ในขณะที่ผู้จัดรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงอย่าง นายเดวิด เล็ตเตอร์แมน มีรายได้ถึง 31 ล้านดอลลาร์/ปี  ศ.แซนเดล ถามนักศึกษาว่า ยุติธรรมหรือไม่?

          ประเด็นนี้ คิดตามหลักของ อาจารย์ รอลส์ ตอบได้ว่า ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างพื้นฐานของสังคม ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีการนำรายได้ส่วนหนึ่ง – ด้วยการเก็บภาษี -- ของ นายเดวิด เล็ตเตอร์แมน ไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสในสังคม หรือไม่?

          อีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลสูง(ศาลฎีกา)สหรัฐฯ เช่น นางซานดรา เดย์ โอคอนเนอร์ ผู้พิพากษาศาลสูงคนแรกที่เป็นสตรี  เธอได้รับผลตอบแทนปีละประมาณ 200,000 ดอลลาร์  แต่มี “ผู้พิพากษา” อีกนางหนึ่ง คือผู้ที่ใช้ชื่อเรียกตัวเอง ว่า “ผู้พิพากษา จูดี”  ซึ่งเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์ อันเป็นรายการเกี่ยวกับกระบวนกายุติธรรม เธอมีรายได้ถึงประมาณปีละ 25 ล้านดอลลาร์  ศ.แซนเดล ถามนักศึกษาว่า ยุติธรรมหรือไม่?

          คำตอบตามแนว อาจารย์ รอลส์ ก็คือ ยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ขึ้นอยู่กับว่าสังคมนั้น มีระบบที่จะนำรายได้ของผู้มีเงินได้สูง ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสในสังคม(the least well-off) หรือเปล่า?

          ก่อนที่จะดำเนินการบรรยาย ต่อไป  ศ.แซนเดล ขอให้นักศึกษาพิจารณา ข้อคัดค้านทฤษฎีของอาจารย์ รอลส์ เรื่อง หลักแห่งความแตกต่าง – the difference principle กันก่อน ว่า หลักการนี้มีผู้เห็นต่าง แสดงความคิดแย้งอยู่สามความเห็นหลัก ๆ คือ

1)   แล้วเรื่องแรงจูงใจ ล่ะ? What about incentives? เราจะละเลยเรื่องแรงจูงใจกันเลย ล่ะหรือ? หลักแห่งความแตกต่างของอาจารย์ รอลส์ มองข้ามเรื่องแรงจูงใจ

ประเด็นนี้ นักศึกษาบางคน ก็ได้เคยยกขึ้นมาคัดค้านในการบรรยายครั้งที่แล้ว  ทำนองว่า ถ้าอัตราภาษีสูงมาก ๆ นายไมเคิล จอร์แดน ก็อาจไม่อยากเล่นบาสเกตบอล และนายเดวิด เล็ตเตอร์แมน ก็อาจเลิกทำรายการบันเทิงทางโทรทัศน์  และบรรดาผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจ อาจบอกเลิก หันไปประกอบอาชีพอื่น  ศ.แซนเดล ขอให้นักศึกษาผู้ที่เห็นคล้อยตามความคิดของ รอลส์ ลุกขึ้นมาอภิปรายก่อน

นักศึกษา(นายทิม)ลุกขึ้นอภิปราย ที่เวลาวีดีโอ 33:15 ว่า ความคิดของ รอลส์ที่ว่า ควรมีแรงจูงใจ ในระดับที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาสให้มากที่สุด  ดังนั้น ถ้าเน้นความเสมอภาคมากเกินไป ผู้ด้อยโอกาสก็จะเสียประโยชน์  ในแง่ที่ว่า ผู้ด้อยโอกาสก็จะไม่ได้ชมรายการโทรทัศน์(ของนายเดวิด เลตเตอร์แมน) หรือก็จะไม่มีงานทำ เพราะพวกซีอีโอพากันเลิกทำงาน หันไปประกอบอาชีพอื่น เพราะฉะนั้น อัตราภาษีก็จะต้องมีสมดุล เพื่อให้คนด้อยโอกาส ยังได้รับประโยชน์จากขีดความสามารถของผู้อื่นอยู่ (เช่น ความสามารถในการจัดรายการ ของ นายเดวิตเลตเตอร์แมน) 

ซึ่ง ศ.แซนเดล สรุปให้ว่า นายทิม พิจารณาอัตราภาษี มิใช่จากปริมาณรายได้มหาศาลของใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เห็นว่า อัตราภาษีจะต้องคำนึงถึงการที่ผู้ด้อยโอกาส จะได้หรือเสียโอกาส  ซึ่งตรงกับที่ รอลส์ คิด ศ.แซนเดล คัดคำของ อาจารย์ รอลส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ที่เวลาวีดีโอ 34:44 ว่า

“ The naturally advantaged are not to gain merely because they are more gifted, but only to cover the costs of training and education and for using their endowments in ways that help the less fortunate as well.”

                                                                                  --John Rawls

คำแปล – “ผู้ที่ได้เปรียบเพราะชาติกำเนิด เขาจะไม่ได้ รับประโยชน์โภชผลเพราะพรสวรรค์หรือความถนัด  แต่พวกเขาจะได้รับประโชน์เพื่อให้คุ้มทุนแห่งการฝึกฝนอบรม และค่าใช้จ่ายการศึกษา ตลอดจนต้นทุนในการใช้ขีดความสามารถของตน ในทางที่จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม” –จอห์น รอลส์  

          เพราะฉะนั้น คุณรักษาเรื่องแรงจูงใจไว้ได้ คุณปรับอัตราภาษีได้  แต่ต้องไม่ให้คนชั้นล่าง หมายถึงผู้ด้อยโอกาสในสังคม เสียประโยชน์  ศ.แซนเดล เห็นว่า เรื่องแรงจูงใจมีอยู่แล้วในความคิดของ รอลส์  เรื่องขาดแรงจูงใจจึงไม่ใช่คำคัดค้าน หรือความเห็นต่างที่มีน้ำหนักพอ  ยังมีผู้มีความเห็นแตกต่างซึ่งมีข้อแย้งที่มีน้ำหนักมากกว่านี้ อยู่อีกสองความคิด  แนวคิดหนึ่งมาจากพวกที่ยึดถือ “ระบบคุณธรรม” – meritocracy – เชื่อว่าบุคคลพึงใช้ความสามารถของตนเอง-ไม่ใช้อภิสิทธิ์ ดังนี้

2)   แล้วเกี่ยวกับความเพียรพยายามของคนล่ะ? What about the effort? เวลาวีดีโอ 35:50

คนที่ทำงานหนัก หรือทำด้วยความพากเพียรทนทานมานาน ครั้นเขาได้อะไรมา  เขาย่อมมีสิทธิในสิ่งที่เขาทำมาหาได้ สิทธิดังกล่าวนี้เป็นสิทธิของข้อศิลธรรมทางแพ่ง ที่เรียกว่า ความพึงมีพึงได้ – moral desert  เขาต้องพึงมีพึงได้ในสิ่งที่เขาเพียรทำขึ้นมา

3)   แล้วเกี่ยวกับเรื่อง ฉันเป็นเจ้าของตัวฉันเอง ของพวกเสรีนิยม – Libertarian ล่ะ พวกเขาก็มีข้อแย้งว่า What about self-ownership?

การที่ “หลักแห่งความแตกต่าง” ถือว่า ความสามารถเฉพาะตัวตามธรรมชาติก็ดี หรือคุณสมบัติพิเศษของฉันก็ดี เป็นสาธารณสมบัตินั้น  จะไม่ขัดต่อความคิดที่ว่า ฉันเป็นเจ้าของตัวฉันเอง ล่ะหรือ?

          ลำดับแรก --ศ.แซนเดล จะพิจารณาประเด็น ที่ 3) What about self-ownership? ก่อน

          โดยอ้างคำพูดของ ศ. มิลตัน ฟริดแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมอย่างจัด ที่เคยกล่าวว่า

“Life is not fair. It is tempting to believe that government can rectify what nature has spawned.”

-       Milton Friedman

          ซึ่ง ศ.แซนเดล เห็นว่า ฟริดแมน กำลังพูดส่งเสริมให้คนยอมจำนน ทำนองว่า ชีวิตมันไม่ยุติธรรมดอก เราต้องทำใจ  Life is unfair, but get over it!  หลังจากยอมจำนนแล้ว จึงค่อยคิดดูซิว่า เราพอจะหาข้อดีอะไรกับภาวะจำนนได้บ้าง 

          ศ.แซนเดล รู้สึกขำ กับการให้เหตุผลของ ฟริดแมน ซึ่งฟริดแมนเห็นต่อไปว่า ทางเดียวที่จะให้เสมอภาคกันได้ คือ ให้นักวิ่งทุกคน ไม่ว่าจะวิ่งมาจากไหน เข้าถึงเส้นชัยพร้อม ๆ กัน – a leveling equality of outcome เมื่อนั้น จึงจะเสมอภาคจริง ซึ่งศ.แซนเดล เห็นว่าถ้าทำอย่างนั้น – ก็จะบ้ากันหมด วงแตก

          ต่อกลุ่มเสรีนิยมนั้น อาจารย์ รอลส์ มีคำตอบที่ ศ.แซนเดล เห็นว่า เป็นคำตอบที่แข็งแรงและทรงพลังที่สุด ในปรัชญาเรื่องความยุติธรรม ของ รอลส์

          ดังนี้

          “The natural distribution is neither just nor unjust; nor is it unjust that persons are born into society at some particular position. These are simply natural facts. What is just and unjust is the way that institutions deal with these facts.”

                                                                       -- John Rawls

          “ การจัดสรรและกระจายตามธรรมชาติ ไม่ได้ยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม หรือการที่ใครจะเกิดมา ณ จุดใดในสังคม ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม  เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติในสังคม ที่จัดการกับข้อเท็จจริงเหล่านั้น”
                                                                   
  --จอห์น รอลส์

          ศ.แซนเดล เห็นว่า นี่เป็นคำตอบ ที่ จอห์น รอลส์ ตอบต่อคำพูดของ มิลตัน ฟริดแมน ที่ว่า ชีวิตมันไม่ยุติธรรมดอก เราต้องทำใจ แล้วหาทางใช้สิ่งที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์ที่สุดแล้วกัน

          แต่ ศ.แซนเดล กล่าวว่า ข้อโต้แย้งที่แข็งแรงที่สุดในกลุ่มเสรีนิยม ที่ไม่เห็นด้วยกับ อาจารย์ รอลส์  ไม่ได้มาจากนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมอย่าง ฟริดแมน  แต่มาจากพวกที่คิดเรื่อง ฉันเป็นเจ้าของตัวฉัน (อีกนัยหนึ่ง พวกโลกสวย ? –ผู้สรุปภาษาไทย)  

          ซึ่ง ได้พัฒนาแนวขึ้นตามที่ อาจารย์ โรเบิร์ต โนสซิค  ว่าไว้ (--เกี่ยวกับ อาจารย์ โนสซิค โปรดอ่าน episode 03 part 1&2) ตามความคิดแนวโลกสวย (ฉันเป็นเจ้าของตัวฉัน – ผู้สรุปภาษาไทย) นั้น เห็นว่า การให้คนเริ่มจากจุดเริ่มต้นเดียวกันอย่างเสมอภาค เช่น ปรับปรุงระบบโรงเรียนสามัญศึกษาของสหรัฐฯ(public school system)นั้น อาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้  แต่ถ้าไปบังคับเก็บภาษีจากนายเดวิด เล็ตเตอร์แมน เพื่อนำเงินมาใช้ในการนั้น  ถ้าเป็นกรณีที่นายเลตเตอร์แมนไม่เห็นด้วยกับระบบโรงเรียนสามัญศึกษา อยู่  ก็ถือเสมือนหนึ่งว่า ไปบังคับฝืนใจเขา เหมือนกับว่ารัฐกำลังทำตัวเป้นโจร ไปปล้นเอาทรัพย์สินของเขามา  ทั้งนี้ เพราะพวกเสรีนิยม(พวกโลกสวย)เห็นว่า เราคือเจ้าของตัวเรา และเราเป็นเจ้าของความสามาถทั้งหลายทั้งปวงในตัวตนแห่งเรา  นี่เป็นคำคัดค้านของพวกเสรีนิยม(โลกสวย)

          ซึ่งประเด็นนี้ อาจารย์ รอลส์ มีคำตอบให้กับพวกโลกสวย(เสรีนิยม) ว่า เอาเข้าจริง ๆ เราอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของตัวตนของเราเอง อย่างเต็มที่ถึงขนาดนั้น  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้แปลว่า รัฐเป็นเจ้าเข้าเจ้าของตัวเรา ถึงขนาดจะบังคับ ฝืนใจ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า เข้ามาถือบังเหียนชีวิตเรา

          อย่าลืมว่า – แนวคิดเรื่องเบื้องหลังม่านแห่งอวิชชา--the veil of ignorance (-หมายถึง การทดลองทางความคิด ให้ทุกคนเสมอภาคกันอยู่หลังม่านแห่งอวิชชา แล้วร่วมกันกำหนดว่า กฎเกณฑ์สังคมเมื่อเปิดม่านอวิชชาออก สมควรจะเป็นเช่นไร โปรดดูตอน “สัญญา ต้องเป็นสัญญา” episode 07 part 2 )  เราตกลงกันแล้วในเบื้องปฐมว่า ทุก ๆ คนมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในชีวิตอย่างเสมอภาคกัน – the principle of equal basic liberties เช่น เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในจิตสำนึก-หรือความรู้สึกนึกคิด – freedom of conscience เป็นต้น

          ลำดับต่อไปเป็นประเด็นที่ ถ้าฟังลวก ๆ (เวลาวีดีโอที่ประมาณ 40:30 – 41:03) อาจจะชวนให้เขว เข้าใจยาก หรือเผลอไผลนึกว่าเข้าใจแล้ว – แต่ที่จริงเปล่า!  หรืออาจจะฟังข้ามไปเลย  ทั้ง ๆ ที่มีใจความแฝงเงื่อนปมสำคัญ อันผูกโยงเข้ากับระบบเศรษฐกิจเสรี 

          ดังนั้น จึงจะถ่ายทอดบทบรรยาย มาแปลคำต่อคำ  ดังนี้ครับ  

          “So, the only respect in which the idea of self ownership must give way comes when we’re thinking about whether I own myself in the sense that I’ve a privileged claim on the benefits that come from the exercise of my talent in a market economy.

          And Rawls said, on reflection, we don’t.”

                                                          --ศาสตราจารย์ แซนเดล
(เวลาวีดีโอที่ประมาณ 40:30 – 41:03)

          “เพราะฉะนั้น สิ่งที่แนวคิดเรื่องเจ้าข้าวเจ้าของตัวเอง จะต้องหลีกทางให้ มีอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ได้แก่ ขณะเมื่อเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของตัวของเราเอง  เราสามารถจะคิดเลยต่อไปได้ไหมว่า เราแต่ผู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่มีเอกสิทธิใน การใช้สิทธิเรียกร้อง-claim  ต่อผลได้ทั้งมวล อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเรา ในระบบเศรษฐกิจที่ใช้ตลาดเป็นที่กำหนดคุณค่า?   

          และ รอลส์ ตอบปริศนานี้อย่างใคร่ครวญ ว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ”

          บรรยายที่ได้ตัดตอน คัดลอก มาแปล ผู้สรุปฯ ขอวิเคราะห์องค์ประกอบของความคิด ดังนี้

1)   ความเป็นเจ้าของตัวเอง
2)   การใช้สิทธิเรียกร้อง ต่อ “ผล” อันเกิดการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของตน
3)   ระบบเศรษฐกิจ ที่ใช้ตลาดเป็นตัวกำหนดค่าหรือราคา ของ “ผล” อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของคน

          ตามลักษณะนี้ ความคิดที่ ศ.แซนเดล แถลงไว้ ก็จะชัดเจนกระจ่างแจ้ง กล่าวคือ

1)   เรายังคงเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตัวเราเอง  รวมทั้งเราก็ยังคงเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทักษะความรู้ความสามารถของเรา
2)   แต่ว่า--ในส่วนของ การใช้สิทธิเรียกร้อง หรือ ข้อเรียกร้อง– claim – ต่อ “ผล” อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเรานั้น ยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่า เราอาจจะไม่มีสามารถใช้สิทธิเรียกร้อง(claim)เอาผลนั้นได้ร้อยทั้งร้อย  ซึ่งจะเกี่ยวกับประเด็นนี้เราจะได้พิจารณากัน ต่อไป
3)   ค่าหรือราคา ของ “ผล” อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเรา มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด หรือเศรษฐกิจเสรี เป็นตัวกำหนดค่าหรือราคา  อีกนัยหนึ่งคุณค่า/ราคา เป็นเรื่องของอุปสงค์-อุปทาน demand – supply

(หมายความว่า มิได้มีคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ มาเป็นผู้กำหนด  หรือมีคณะกรรมการที่มีหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า ที่เป็นสินค้าควบคุมราคา คอยกำหนดระดับราคา “ผลได้” อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างชัดเจนในสังคมอเมริกัน – ผู้สรุปภาษาไทย)

          รอลส์ ตอบปริศนาเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้อง ที่เรามีต่อ “ผลได้” อันเกิดจากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถของเราว่า เราไม่อาจที่จะ ใช้สิทธิเรียกร้อง หรือตั้งข้อเรียกร้องต่อผลที่ได้ แบบร้อยทั้งร้อย

-----------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ: ผู้สรุปภาษาไทยมีข้อคิดจาก ภควคีตา บทที่ 2 โศลกที่ 47 มาฝากท่านผู้อ่าน ดังนี้

          We have total control over our own actions, but no control over the fruit of those actions -- the  law of detachment from outcome.

          เรามีอำนาจเหนือการกระทำของเรา แต่-เราไม่มีอำนาจควบคุมผลของการกระทำเหล่านั้น – นี่คือ กฎแห่งการปล่อยวางผลของการกระทำ 

          หมายความว่า คำพูดก็ดี ความคิดความอ่านก็ดี การกระทำก็ดี ล้วนอยู่ในความควบคุมของเรา แต่ผลของคำพูดนั้น ผลความคิดความอ่านนั้น และผลการกระทำนั้น  อยู่นอกเหนืออำนาจเรา

          เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่าน รวมทั้งตัวผู้สรุปฯเอง เราต่างคงเคยได้ยินกันมาก่อนแล้วว่า ทำอะไรให้ทำให้ดีที่สุด แต่อย่าไปกะเกณฑ์ เล็งผลเลิศ ว่าผลของการกระทำจะต้องปรากฏออกมาอย่างนั้นอย่างนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้

          อนึ่ง ผู้เขียนชอบวลีที่ว่า “กฎแห่งการปล่อยวางผลของการกระทำ”  ชอบมากกว่าที่พระบางรูปชอบเทศน์ว่า “ปล่อยวาง-ปล่อยวาง” ห้วน ๆ ด้วน ๆ  ถ้าพูดอย่าง ภควคีตา ว่าปล่อยวางผลของการกระทำ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่า  มันส่อความหมายด้วยว่าเราต้องทำอย่างสุดความสามารถ โดยไม่พะวักพะวนถึงผล   

          หมายเหตุ: คำแปลคำว่า claim ที่ ศ.แซนเดล ใช้ในวีดีโอนั้น แปลตาม ราชบัณฑิตยสถาน – ศัพท์นิติศาสตร์ ว่า การใช้สิทธิเรียกร้อง และ ข้อเรียกร้อง  ซึ่งผู้สรุปภาษาไทยเห็นว่า เป็นคำแปลที่ดี

-------------------------------------------------------------------------------------------

ลำดับที่สอง -ศ.แซนเดล จะพิจารณาประเด็นที่สอง ที่ตั้งปริศนาว่า แล้วเกี่ยวกับความเพียรพยายามของคนล่ะ? What about the effort?

          ลำดับที่สองนี้ รอลส์ กำลังตอบคำถามข้อที่สองของพวกที่เชื่อเรื่อง ระบบคุณธรรม(meritocracy)—บุคคลพึงประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตนเองโดยไม่ใช้อภิสิทธิ์ ที่เห็นว่า ก็ในเมื่อบุคคลได้ลงแรงเพียรพยายามสร้างทักษะความรู้ความสามารถขึ้นมา เขาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับผล จากการใช้ทักษะความรู้ความสามารถนั้น 

          รอลส์ บอกว่า ที่จริง พวกคุณผู้นิยมนับถือระบบคุณธรรม(meritocracy)--ใครดีใครได้--  บุคคลพึงใช้ความสามารถของตนเอง ทั้งหลายนั้น  ที่จริงคุณไม่ได้เชื่อเรื่องความขยันหมั่นเพียร หรือความมานะพยายาม ซะหน่อย

          เปล่าเลยครับ! ทั้งนี้ ศ.แซนเดล ยกตัวอย่างคนงานก่อสร้างสองคน  คนหนึ่งตัวใหญ่โตกำยำล่ำสันแข็งแรง อีกคนหนึ่งตัวเล็กผอมแห้งแรงน้อยหย็องกรอด  คนงานคนแรกสามารถก่อกำแพงสี่ด้านได้ภายในหนึ่งชั่วโมง เหงื่อยังไม่แตกเลย  อีกคนหนึ่ง ทำงานปริมาณเดียวกันนั้น เขาใช้เวลาถึงสามวันสามคืน เหงื่อไหลไคลย้อย

          ศ. แซนเดล สรุปว่า คงไม่มีผู้สนับสนุน ระบบคุณธรรมนิยม(meritocracy)ผู้ใด ที่เห็นว่าความขยันหมั่นเพียรของคนงานคนที่สองผู้หย็องกรอด(เขาขยันอยู่ถึงสามวันสามคืน)  ควรได้รับการตอบแทนสูงกว่าคนงานคนแรก(เขาทำงานแค่ชั่วโมงเดียว)

          เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้ว ระบบคุณธรรมไม่ได้ให้คุณค่ากับความขยันหมั่นเพียร  แต่พวกเขาเห็นค่าของ contribution ต่างหาก หมายถึง เห็นค่าของการมีส่วนร่วมอุดหนุน(หมายความว่า งานของคุณมีส่วนมาร่วมอุดหนุนโครงการนี้เท่าไร)

          ซึ่งการมีส่วนร่วมอุดหนุน หรือมีส่วนให้(คุณให้เราเท่าไร)นี้ นำเรา วกกลับไปยังประเด็น ทักษะความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่แล้วกับตัว (สำหรับตัวอย่างคนงานก่อสร้าง ก็คือสภาพร่างกาย)  มันไม่เกี่ยวกับว่า ใครขยันใครขี้เกียจ  ความเพียรไม่ได้มีค่า แต่ค่าอยู่ที่ ผลงานการมีส่วนร่วมอุดหนุน(contribution) และ ส่วนร่วมอุดหนุน ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติในตัวเรา (สำหรับคนงานก่อสร้างคือ ร่างกายใหญ่โตแข็งแรง)

          ความเพียรพยายามที่จะทำงานให้สำเร็จ เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความตั้งใจมุมานะของเรา  แต่ว่า ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติติดตัวเราต่างหาก เช่น เป็นคนงานก่อสร้างที่ร่างกายใหญ่โตกำยำล่ำสัน เป็นต้น  ใช้ความเพียรนิดหน่อย-งานก็เสร็จ  แต่คนตัวเล็กหย็องกรอด-ต้องใช้ความเพียรมากมายมหาศาล เพื่อทำงานปริมาณเดียวกัน

          ฉะนี้แล้ว เราจะสรุปได้ไหมว่า ตามความเห็นของ รอลส์ การที่เราจะพึงมีพึงได้อะไรมา/หรือความชอบธรรมนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความยุติธรรมในการกระจาย จัดสรร ทรัพยากร(distributive justice)  รอลส์ ตอบว่า ใช่แล้ว—ความยุติธรรมในการกระจาย จัดสรร ทรัพยากร ไม่เกี่ยวกับการที่เราจะพึงมีพึงได้อะไร/ความชอบธรรม ไม่เกี่ยว

---------------------------------------------------------------------------------
ผู้เขียน เคยไปอบรมภาษาอังกฤษ ให้กับทีมคนงานการเกษตร ซึ่งบริษัทจัดหางาน คัดเลือกมาเพื่อส่งไปทำงานในภาคเกษตร ในประเทศอิสราเอล เมื่อปี 2552  พบว่า คนงานเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีร่างกายใหญ่โต กำยำล่ำสัน แข็งแรงทุกคน  ที่ตัวเล็กหย็องกรอด(--แต่ขยัน) ไม่มีสักคนเดียว  ความขยันเท่าที่ผู้เขียนทราบเวลานี้ ที่ยังเหลือคุณค่าทางแพ่ง มีแต่ความขยันที่พวกหมอนวดอ่าง เธอเรียกกันว่า “สั้น-แต่ขยันซอย” เท่านั้น

----------------------------------------------------------------------------------------

          เมื่ออภิปรายถึงตรงนี้ รอลส์ ได้แทรกแง่คิดใหม่ลงมาจัดรูปความเข้าใจให้กระจ่าง ระหว่างเรื่องสองเรื่อง คือเรื่อง การที่เราจะพึงมีพึงได้อะไร/ความชอบธรรม กับการที่เรา มีสิทธิ ที่จะได้อะไร(entitlement to legitimate expectation)

          ยกตัวอย่างเกมสองประเภท  เกมของโชค – the game of chance เช่น เล่นหวยบอลโลกถูกรางวัลใหญ่ กับ เกมทักษะความรู้ความสามารถ – the game of skill  เช่น ทีมบอลเยอรมันเล่นชนะบอลโลกที่ประเทศบราซิล

          เวลาเราเล่นหวยบอล แล้วเกิดถูกรางวัลขึ้นมา เราย่อม มีสิทธิ ที่จะไปขึ้นรางวัลนั้น  โดยที่เมื่อเริ่มลงเล่นเกมนี้ หรือเมื่อกำลังแทงหวยอยู่นั้น เราไม่ได้มีความชอบธรรมใด ๆ ว่าเราจะต้องได้รับรางวัลใหญ่  แต่เมื่อเราเป็นผู้ถูกรางวัล เราย่อม มีสิทธิ ตามกฎระเบียบของระบบรางวัลนั้น(entitlement to legitimate expectation) ที่จะไปขึ้นเอาเงินรางวัล

          แต่ เวลาทีมบอลเยอรมันเล่นบอลชนะ(game of skill) เขา มีสิทธิ (entitled to) ที่จะได้รับถ้วย(และเงินรางวัล) แล้วเขาสมควรจะได้รับรางวัลไหมล่ะ? คำถามนี้เราถามได้กับ game of skill แต่จะถามไม่ได้กับ game of chance  และคำถามนี้เป็นคำถามเชิงความชอบธรรม เช่น เล่นเก่งเล่นดี ก็เลยชนะได้รางวัลมา  กรณีนี้ความชอบธรรมมาก่อนสิทธิ (antecedent standard moral deserve)

          ส่วนการถูกหวย แล้วมีสิทธิที่จะไปขึ้นเงินนั้น สิทธิ  มาก่อนความชอบธรรมและจริง ๆ แล้วความชอบธรรมไม่เกี่ยว

“A just scheme answers to what men are entitled to; it satistied their legitimate expectations as founded upon social institutions. But what they are entitled to is not proportional to or dependent upon their intrinsic worth.” 
                                                                            
-John Rawls
ที่เวลาวีดีโอ 46:56

          แปลยากอยู่ นะครับ แต่จะพยายาม -- ผิดพลาดบกพร่อง โปรดอภัยและช่วยกันค็อมเมนต์ แสดงความคิดเห็นของท่าน เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนนักอ่าน

          “กฎกติกาที่ยุติธรรม คอยกำกับให้คนรู้ว่าตนชอบที่จะมีสิทธิอะไรบ้าง  กฎกติกาที่ยุติธรรมสนองความคาดหวังที่เกิดขึ้นจากขนบธรรมเนียมในสังคม  แต่สิ่งที่พวกเขาชอบที่จะมีสิทธิจะได้รับ จะไม่ได้สัดส่วนพอดีหรือขึ้นอยู่กับ คุณค่าของตัวเขาแต่ประการใด”

                                                                             -จอห์น รอลส์
                                                                            
หมายเหตุ       -ได้แปล social institutions  ว่า ขนบธรรมเนียมในสังคม
                   -ได้แปล their intrinsic worth ว่า คุณค่าของเขา  ทั้งนี้โดยคำนึงว่า คนตาบอด
คนขาเป๋ หรือคนตาดี ถูกลอตเตอรีแล้ว ต่างมีสิทธิไปขึ้นเอารางวัล ได้เสมอกัน
                                               
          ต่อมาอีก รอลส์ เห็นว่า

          “The principles of justice that regulate the basic structure … do not mention moral desert, and there is no tendency for distributive shares to correspondence to it.”
                                                                            
-John Rawls
         
“หลักยุติธรรม ที่กำกับโครงสร้างพื้นฐานอยู่นั้น...ไม่ได้คำนึงถึงความชอบธรรม  และการปันส่วนได้เสียก็ปราศจากแนวโน้ม ว่าจะสอดคล้องกับความชอบธรรม”

-จอห์น รอลส์
                                                                  
          ทำไม รอลส์ จึงแยกประเด็นคิดไว้น่าประหลาดเช่นนี้ เพราะมีข้อศิลธรรมเรื่องใดหรือที่เป็นปัญหา?

          ศ.แซนเดล ตอบว่า  เรื่องแรก—ที่เป็นปัญหาปรัชญา--ก็คือ เรื่องคุณค่าของความเพียร  ที่ได้อภิปรายไปแล้ว  กับเรื่องที่สอง เป็นการคิดคำนึงอีกระดับหนึ่ง เลยพ้นไปจากประเด็นเดิมเกี่ยวกับความเพียร ที่เคยตั้งคำถามว่าเป็นผลงานของฉันหรือไม่--ที่ฉันมีทักษะความรู้ความสามารถ อันช่วยให้ฉันก้าวหน้าเกินหน้าเกินตาผู้อื่นทั้งหลาย 

          แต่เรื่องที่สองนี้ จะขยายวงปริศนาให้กว้างออกไปกว่านั้น กลายเป็นว่า เราอยู่อาศัยในสังคม ซึ่งให้คุณค่าแก่ทักษะความรู้ความสามารถของเรา  ยกตัวอย่างเช่น เพราะว่า เดวิด เลตเตอร์แมน อยู่อาศัยในสังคมที่ชอบตลกขำขันแบบสัปดนนิด ๆ (a certain kind of smutty jokes)  ซึ่งการที่สังคมนิยมเช่นนั้น ไม่ใช่ผลงานของ เดวิด เลตเตอร์แมน สักหน่อย  แต่ว่า เขาโชคดี—ที่บังเอิญมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ทักษะความรู้ชนิดนั้น เป็นที่นิยมชมชอบและเห็นคุณค่า  ซึ่งเป็นเรื่องของโชคหรือความบังเอิญ ไม่ใช่เกิดจากการกระทำของ เดวิด เลตเตอร์แมน เลย

          ปริศนาเชิงศิลธรรมข้อสอง จึงแขวนอยู่กับสังคมที่เราอยู่อาศัย  แล้วการเกิดมาอยู่ในสังคมแบบนั้น จะไปตีขลุมนับเอาเป็นผลงานของเราไม่ได้  และไม่ใช่การกระทำที่เราจะไปอ้างเอาคุณงามความดีอะไรได้ (ยกเว้น เราเชื่อเรื่องบุญทำกรรมแต่ง แต่ชาติปางก่อน ซึ่งนักปรัชญาฝรั่งไม่เชื่อ – ปรีชา)

          ศ.แซนเดล เน้นต่อไปว่า ถึงแม้เราจะสามารถพูดได้ว่า เรา-โดยตัวของเราเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่เป็นเจ้าเข้าเจ้าของทักษะความรู้ความสามารถของเรา  แต่—ผลประโยชน์หรือผลได้ อันเกิดจากการได้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ก็ยังแขวนอยู่กับปัจจัยที่มีปัญหาด้านศิลธรรม กล่าวคือ ผลประโยชน์หรือผลได้ดังกล่าว ซึ่งกำหนดคุณค่า ตั้งราคา ในตลาดเศรษฐกิจเสรี  ในที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับอะไร?  ก็ขึ้นอยู่กับการที่คนทั้งหลายในสังคมนั้น “ต้องการ”  อีกนัยหนึ่งขึ้นกับกฎของอุปสงค์อุปทาน(supply and demand) และอุปสงค์อุปทานก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบ หรือไม่ใช่การกระทำของเรา ไม่เกี่ยวกับพื้นฐานเรื่องความชอบธรรม(moral deserts)ของเรา  แต่เป็นความประสงค์ ความต้องการ ของคนอื่นทั้งหลายในสังคม ต่างหาก

          สรุปว่า สิ่งที่ส้งคมเห็นว่าเป็น “ส่วนช่วยอุดหนุน”(contribution)  ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ(เช่น การพูดตลก)ที่สังคมนั้น ๆ แลเห็นคุณค่าและให้ค่า  ศ.แซนเดล กล่าวว่า พวกเราทั้งหลายส่วนมาก(หมายถึงคนในห้องเรียนห้องนั้น) โชคดีที่เรามีคุณสมบัติอันสังคมเห็นค่า  คุณสมบัติเหล่านั้นจะช่วยให้เราสนองความต้องการของตลาด-ในสิ่งที่สังคมปรารถนาได้ เช่น ในสังคมทุนนิยมคุณสมบัติที่มีค่า ได้แก่ ผู้ที่มีจิตวิญญาณแบบผู้ประกอบการ(entreprenial drive) ในสังคมระบบราชการ ได้แก่ ผู้ที่เข้ากับผู้บังคับบัญชาได้ดี  ในสังคมประชาธิปไตยมวลชน ได้แก่ ผู้ที่ดูดีเมื่อออกโทรทัศน์และพูดจาสั้น ๆ ห้วน ๆ ฉาบฉวย ในสังคมกฎหมาย ได้แก่ คนที่ผ่านโรงเรียนกฎหมายมา และสอบ LSAT ได้คะแนนดี เป็นต้น      

          การที่สังคมชอบแบบนั้นแบบนี้ ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเรา  ถ้าหากว่า เราไปเกิดในสังคมประเภท หากิน-เก็บกิน(hunter-gatherer)คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านั้นของเรา จะไร้ค่าลงทันที  ชีวิตเราคงไปไม่ไกลในสังคมชนิดหากิน-เก็บกิน  แต่พวกเราบางคนก็คงจะพัฒนาคุณสมบัติแบบอื่นขึ้นมา

          กระนั้นก็ดี ถึงแม้ว่าเราจะ มีสิทธิ(entitled)  ต่อการจัดสรรของสังคมเพียงน้อยนิด  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเป็นคนด้อยคุณความดี(-ทักษะความรู้ความสามารถ) รอลส์ บอกว่า เพียงแต่ว่า เรามีคุณธรรมหรือคุณความดี(-ทักษะความรู้ความสามารถ) ที่สังคมนั้นไม่เห็นค่า เท่านั้นเอง

          ฉันใดก็ฉันนั้น—นี่เป็นข้อสรุปปรัชญาเรื่องความชอบธรรมฯ กับเรื่องการมีสิทธิฯ  เรามีสิทธิฯที่จะได้รับประโยชน์ตามที่กฎระเบียบสังคมให้คำมั่นไว้ ว่าเราจะต้องได้เมื่อเราได้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถ  ในทางกลับกัน ในสังคมที่เรากำลังมีชีวิตอยู่นี้ ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งจากสังคมไปน้อย ก็ไม่ได้แปลว่า ตัวตนของเขาเองด้อยค่า  เขาเพียงแต่ขาดคุณสมบัติที่สังคมเราต้องการ  ตัวเราผู้ได้รับส่วนแบ่งมากก็เช่นเดียวกัน เราก็ไม่ได้มีความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น ว่าเราชอบธรรมแล้ว ที่เกิดอยู่ในสังคมเช่นนี้ที่ให้คุณค่าแก่คุณสมบัติที่เรามี หากเราเข้าใจเช่นนั้นก็แปลว่าเรากำลังหลอกตัวเอง

          ศ.แซนเดล กล่าวทิ้งท้ายว่า เราพูดกันมาเฉพาะเรื่องรายได้และความมั่งคั่ง  เรายังไม่ได้อภิปรายกันเรื่องโอกาสในชีวิต และเรื่องเกียรติยศ เช่น การจัดสรรที่นั่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำ การที่นักศึกษาทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดเป็นลูกหัวปี และได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถกันมา จนได้เข้ามาเรียนที่ฮาร์วาร์ด  แต่ รอลส์ ถามว่า แล้วความชอบธรรมของพวกคุณคืออะไร?

          คุณได้รับประโยชน์ที่ขึ้นอยู่กับโอกาสในชีวิตที่คุณมี  ศ.แซนเดล ถามว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยเรา ถูกจัดสรรให้เป็นรางวัล เป็นเกียรติ เป็นความขอบธรรม แก่ผู้ที่สมควรจะได้ เพราะเขาขยันหมั่นเพียร(work hard)  หรือว่าจัดสรรให้ เป็นสิทธิ แก่ผู้ที่--เมื่อเขาได้รับไปแล้ว เขาจะทำงานเป็นประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม(คือ ปันรายได้ไปไห้ ผ่านระบบภาษี) 

          คำถามนี้ ใช้ถามได้กับรายได้จำนวนมากของ ไมเคิล จอร์แดน เดวิด เลตเตอร์แมน และผู้พิพากษาจูดี ตลอดจนถึง ถามได้กับผู้ที่ได้ที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งหลาย  แล้วเราจะได้อภิปรายประเด็นนี้กันต่อไป ในเรื่อง Affirmative Actions ในการบรรยายครั้งถัดไป


---------------------------------------------------------------------------------
จบ--สรุปภาษาไทย Episode 08/12 part 2 " ในชีวิตฉันนั้น ฉันสมควรจะมี สมควรจะได้ อะไรบ้าง”

ท่านสามารถชมต้นฉบับวิดิทัศน์ และชมบรรยากาศการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
สำหรับการบรรยาย episode 08/12 ได้ตามลิงก์ครับ



วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Thailand - U.S. Relation: a new capacity to bark back

เมื่อ "จิ๋ม พูดได้"

อุทิศให้ ทูตอเมริกัน ประจำประเทศไทย นาง คริสตี เคนนี


To commemorate the great month of July, the American independence on July 4th, and the French revolution, Bastille Day, on July 14th, as the month of liberty and freedom, here is a stand-up comedy dedicated by me, the blogger, to Miss Kristie Kenney, US Ambassador to Thailand, in office Dec.9, 2010 - Nov.6, 2014;

If a Vagina could perform Stand-up and Spoken Word! Kristina Wong

 

Happy Liberty Day!  

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ในยาม ที่เรา เข้าตาจน

-เราจะทำอย่างไรดี?

ปกิณกะชิวิต
แดง ใบเล่


          ใครจะกล้ารับรอง ค้ำประกัน ให้ใครได้ไหมว่า ชีวิตเขาจะไม่มีวันเข้าตาจน?

          ถ้าชีวิตท่านผู้อ่าน เป็นอย่างเช่นชีวิตผู้เขียน คือไม่มีใครสามารถมารับรองให้ผู้เขียนได้ว่า ชีวิตนี้จะไม่มีวันเข้าตาจน  และว่าที่จริงแล้ว ชีวิตผู้เขียนก็เคยเข้าตาจนมาแล้วสองสามครั้ง แต่ละครั้งก็สะบักสะบอม กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ จึงพอมีประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ มาเล่าสู่แบ่งปันกันฟัง

          และบังเอิญว่า เวลานี้ มิตรรักผู้หนึ่งของผู้เขียนกำลังวิกฤต  ซึ่งเขาก็จะมาถ่ายเทความทุกข์ให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ  ผู้เขียนก็พยายามทำหน้าที่เพื่อนที่ดี ช่วยกันไปตามมีตามเกิด เท่าที่สติปัญญาจะอำนวย  อย่างน้อยที่สุดและที่พอทำได้ ก็คือเป็นมิตรที่รับฟังความทุกข์อันหนักหนาสาหัสของเพื่อน ด้วยความเห็นอกเห็นใจ  เพราะนึกถึงยามที่ตัวเองเคยประสบพบขวากหนามมาก่อน

          คนเข้าตาจน เป็นคนที่น่าเห็นใจ เพราะวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้ว เวลาเรากำลังอับจน ก็คือ เรากำลังจนใจ  โห...จนอะไรก็ไม่เท่านี้ คือจนอะไรก็ไม่เท่าจนใจ  มันจะพาลพาให้อะไรต่อมิอะไรพลอยจนลงตามไปด้วย

          เพื่อประโยชน์ของมิตรรักนักอ่านทั้งหลาย ที่อาจกำลังประสบอุปสรรคขั้นอุกฤษฎ์ แบบว่าสุด ๆ  หรือท่านผู้อ่านอาจมีบุคคลที่ท่านมีจิตรักและเมตตา กำลังตกอยู่ในภาวะเช่นนี้  ผู้เขียนมีข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากครูที่มีชื่อเสียงสองท่าน เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา  ท่านหนึ่งสอนในสาขามานุษยวิทยา อีกท่านหนึ่งเป็นครูในโรงเรียนกฎหมาย  ทั้งสองท่านร่วมกันเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งมีผู้อ่านหลายล้านคนทั่วโลก แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ประมาณยี่สิบภาษา  ผู้เขียนขอนำความคิดข้อหนึ่งของท่าน ที่ปรากฏเป็นส่วนเล็ก ๆ ในหนังสือเล่มนั้น มาปรับแล้วเรียบเรียงเขียนเสียใหม่ เสนอท่านผู้อ่านดังนี้.....

          ในยามที่เราตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือสถานการณ์บังคับ ปัญหาเรื่องการเอาตัวรอด ดูจะเป็นประเด็นใหญ่โตสำหรับเรา  โดยธรรมชาติแล้วทั้งจิตใจและร่างกายเราจะเพ่งอยู่กับเรื่องนี้  อีกนัยหนึ่งเราจะอยู่ในโหมดศิลปะการป้องกันตัว มวยไทย ยูโด กังฟู ฯลฯ

          ยามยากเช่นนี้ ท่านว่าเราคิดคำนึงอยู่สองประการ ไม่มากเรื่อง คือ
         
          ประการที่หนึ่ง. เอาตัวรอดอย่างบอบช้ำน้อยที่สุด
          ประการที่สอง. ใช้เครื่องไม้เครื่องมือและฝีมือที่มีอยู่ ช่วยทำให้การเอาตัวรอดนั้น เป็นไปในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ให้มากเท่าที่จะทำได้

หนึ่ง. เอาตัวรอด อย่างบอบช้ำน้อยที่สุด คืออย่างไร?


          จะขอยกอุทาหรณ์สองเรื่องเป็นตัวอย่างประกอบการเขียน คือ กรณีกลัวพลาดรถไฟ กับ กรณีเซ้งแผงขายของตลาดนัดปากน้ำ

          กรณีกลัวพลาดรถไฟ  สมมติว่า ผู้เขียนจะนั่งรถไฟจากสถานีไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกลับบ้าน โดยลงรถที่สถานีหลังสวน จังหวัดชุมพร  เส้นทางนั้นจะมีขบวนรถไฟธรรมดาสายหาดใหญ่-ชุมพร แล่นผ่านในเวลากลางวัน เป็นรถไฟฟรี หยุดรับผู้โดยสารและจะออกจากสถานีไชยาเวลา 14.00 น.



                                     
         สมมติว่า วันนั้นผู้เขียนมีกิจธุระต่อเนื่องอยู่ที่บ้านญาติในเมืองไชยา  เพื่อจะได้ไม่ลืมตัวจนพลาดรถไฟ จึงตั้งนาฬิกาปลุกที่โทรศัพท์มือถือ ให้ปลุกเตือนก่อนเวลารถไฟออกเล็กน้อย ให้พอที่จะมีเวลาเดินจากบ้านญาติ มาถึงสถานีรถไฟทันเวลา  ประมาณว่าต้องใช้เวลาเดิน 15 นาที เพราะฉะนั้น ตั้งเวลาปลุกเตือนไว้ที่เวลา 13.45 น.
           

                                                       

         เวลา 13.45 น. จึงเป็นเวลา “เส้นตาย” หรือ “ราคาขาดตัว” ที่ผู้เขียนจะต้องลุกขึ้นเดินจากบ้านญาติมาสถานีรถไฟ  การกำหนดเวลาเป็น “เส้นตาย” ไว้เช่นนี้ เป็นวิธีที่จะเอาตัวเองให้รอด ในสถานการณ์นั้น (คือ สถานการณ์ที่มีสิทธิจะพลาดรถไฟกลับบ้าน)

          กรณี เซ้งแผงขายของตลาดนัดปากน้ำ  สมมติว่าท่านผู้อ่านต้องการจะเซ้งแผงขายของในตลาดนัดปากน้ำ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดนัดขายดี  เจ้าของแผง ๆ หนึ่งเขาประกาศจะเซ้งแผงในราคาปีละ 50,000 บาท  ส่วนท่านผู้อ่านได้กำหนดนึกไว้ในใจล่วงหน้าแล้วว่า จะขอต่อราคาและจะไม่จ่ายราคาเกิน 45,000 บาท ขาดตัว!


                                                        
                                     
                     

          ราคา 45,000 บาท ก็อาจถือได้ว่าเป็น “เส้นตาย” หรือ “ราคาขาดตัว” ที่ท่านผู้อ่านจะตกลงเซ้งแผงขายของแผงนั้น สูงกว่านั้นท่านจะไม่ตกลงด้วย

          ตัวอย่างทั้งสองตัวอย่างอาจหน่อมแน้ม เมื่อเทียบกับวิกฤตในชีวิตจริงของเราท่านบางท่าน  ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องชีวิต หรือมั่วปนกันอยู่ทั้งสองเรื่อง ก็อาจเป็นไปได้  อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนจะช่วยทำให้เห็นหลักการกระจ่างขึ้น   

วิสัชนา.....


          การที่เรามีเส้นตาย ราคาขาดตัว เงื่อนไขขั้นที่สุดที่เราจะยอมรับได้ เอาไว้ล่วงหน้า  จะทำให้เราเกิดความมั่นใจและมั่นคง ไม่ไขว้เขวในระหว่างการหาทางรอด  เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ถ้าเราไม่มีจุดยึด ปราศจากจุดยืน ไม่รู้ว่าเราควรลุกจากบ้านญาติเวลาเท่าไรดี หรือไม่รู้ว่าระหว่างเจรจากับเจ้าของแผง เราจะยอมเขาได้ในราคาเท่าไรแน่  เป็นไปได้ว่าเราอาจพลาดรถไฟกลับบ้าน หรือพลาดท่าไปรับเซ้งแผงในราคาที่ทำให้เราเสียใจภายหลัง

          เส้นตาย หรือราคาขาดตัว หรือเงื่อนไขสุด ๆ ที่เราจะรับได้ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ นิยมใช้กันมากในฐานะเครื่องมือแห่งการเอาตัวรอดชนิดหนึ่งในสถานะการณ์คับขัน

          แต่ปรมาจารย์ ผู้รู้ กูรู ครูทั้งสองท่าน ที่ได้กล่าวอ้างให้ท่านผู้อ่านได้ทราบแต่ต้นบทความชิ้นนี้  ท่านกลับเห็นว่า.....

          เป็นวิธีการที่ ผิด!


ครูท่านแจงสี่เบี้ยให้ฟัง
ว่าผิดอย่างไร

          การพยายามเอาตัวรอดด้วยการขีดเส้นตาย หรือ กำหนดราคาขาดตัว ไว้ล่วงหน้า เช่น จะลุกจากบ้านญาติเวลา 13.45 น. เพื่อจะได้ทันขึ้นรถไฟขบวนหาดใหญ่-ชุมพรกลับบ้าน หรือตั้งใจจะยอมรับราคาแผงในตลาดนัดปากน้ำ ที่ราคาขาดตัวไม่เกิน 45,000 บาท เพื่อเอาไว้ทำมาหากิน  ครูท่านบอกว่า ไม่ใช่วิธีเอาตัวรอดที่ดี

          ท่านแจงสี่เบี้ย (ที่จริงสาม) ให้ฟังว่า เหตุใดความคิดชนิดนั้น จึงเป็นอันตราย หรืออย่างน้อยก็ไม่ส่งเสริมการเอาตัวรอดของเรา  ข้อเสียของเส้นตายกับราคาขาดตัว คือ.....

1)   มันคอยปิดกั้น จำกัดขอบเขตการเรียนรู้ระหว่างที่เรากำลังอยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่เรากำลังหาทางออก โดยที่สถานการณ์จริงวางในอยู่สิ่งแวดล้อมอันกว้าง และจะวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ  เส้นตาย/ราคาขาดตัวมีลักษณะเป็นจุดยืนชนิดตายตัว กระดุกกระดิกไม่ได้  เราจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดมีขึ้น ในลำดับต่อ  ๆ มาในสถานการณ์นั้น หรือในสิ่งแวดล้อมที่สถานการณ์นั้นตั้งอยู่  สภาพจิตของเราได้กลายเป็นสภาพจิตชนิดปิดหูปิดตา(เพื่อให้มันสอดรับกับความตายตัวของ เส้นตาย/ราคาขาดตัว  เราจะไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ ๆ ที่ดูท่าทางจะมากระทบต่อเส้นตาย/ราคาขาดตัวของเรา หรือทำท่าจะมาโยกคลอน เขยื้อน เลื่อนเส้นตาย/ราคาขาดตัว อันเราได้กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า และเรารักดังดวงใจ เช่น เจ้าของเดิมบอกว่า จะขยายอายุการทำมาหากินกับแผงให้แก่เรา จากปกติหนึ่งปี เป็นปีสามเดือน หรือข่าวด่วนที่ว่ารถไฟขบวนหาดใหญ่-ชุมพรวันนั้นอาจจะเสียเวลา เป็นต้น

2)   มันไม่ส่งเสริมจินตนาการใหม่ ๆ เช่น จิตใจนึกถึงแต่เส้นตายที่เวลา 13.45 น. ก่อนที่ผู้เขียนจะลุกมาจากบ้านญาติ ก็ไม่ได้คิดที่จะกดมือถือโทรศัพท์ถามสถานีรถไฟ หรือคอลล์เซ็นเตอร์ของการรถไฟ(เบอร์ 1690) ดูสักนิดว่า วันนี้รถขบวนดังกล่าวจะเข้าสถานีไชยากี่โมง เป็นต้น  หรือสำหรับกรณีเซ้งแผงของท่านผู้อ่าน ท่านก็ไม่ได้รับฟังเหตุการณ์ที่กำลังวิวัฒนาการไป คือทำเลที่ตั้งแผงที่เราจะเซ้งนั้น ปรากฏว่าแผงข้างเคียงเปลี่ยนเจ้าของใหม่ เราจะโดนกระหนาบ ถูกรมไอน้ำมันร้อน จากกระทะใหญ่ของแผงทอดมันปลา-ทางซ้ายที่จะมาใหม่ กับแผงทอดกล้วยแขก-ทางขวาที่กำลังจะมาติด ๆ กัน  โดยที่เราจะขายขนมเค้ก เป็นต้น  หากการณ์เปลี่ยนไปเป็นโดนหนีบด้วยกระทะของทอดใหญ่เบ้อเร่อ ทั้งซ้ายและขวา บางที ที่ราคาเซ้ง 40,000 บาท เราก็อาจจะคิดหนัก.....ด้วยซ้ำ         
               
3)   ท่านบอกว่า เส้นตาย/ราคาขาดตัว มันมักจะถูกกำหนดไว้ “เว่อร์เกินไป” เสมอ หมายความตรงนี้ว่า เว่อร์ไปในทางที่จะทำให้ตัวเองเอาตัวรอดชัวร์ ๆ เช่น ตั้งเวลาลุกจากบ้านญาติไว้ที่ 13.45 น. ให้เวลาเดินมาสถานีรถไฟถึง 15 นาที (เวลาที่รถไฟออกจากสถานี คือ 14.00 น.)  ทั้ง ๆ ที่ จริง ๆ แล้วบ้านญาติอยู่ใกล้สถานี เดินเพียง 3 นาทีก็ถึง  หรือราคาเซ้งแผงใกล้เคียง ที่เขาเพิ่งจะเซ้งกันในราคา 42,000 บาท ก็มีให้เห็น  แต่เรานึกในใจว่า ขอชัวร์ ๆ ตั้งราคาขอเซ้งสูงไว้เป็น 45,000 บาท ดีกว่า  ครูท่านสรุปว่า เวลาเส้นตาย(ที่ 13.45 น.) กับราคาขาดตัวเสนอเซ้งแผง(ที่ 45,000 บาท)  มันมักจะมีแนวโน้มถูกกำหนดไว้ “เว่อร์เกินไป” เสมอ  เส้นตาย กับ ราคาขาดตัว จึงเป็นเทคนิคที่มักทำให้เราเสียประโยชน์ในสถานการณ์วิกฤต

          หลังจากที่ ได้ฟังผู้รู้ท่านแจงสี่เบี้ย (ที่จริงสาม) เรียบร้อยแล้ว  เราก็อาจนึกสงสัยตามกาลามสูตร  เพราะว่าเรามันชาวบ้านหมู่บ้านกาลามะ  คือเราชักสงสัยว่า แล้วทางเลือกที่จะมาทดแทนความคิด “เส้นตาย” กับความคิด “ราคาขาดตัว” มีมั๊ยล่ะ?  ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี  แล้วที่ดีนั้นเป็นอย่างไร?         


ถ้าเส้นตาย กับราคาขาดตัว ยังไม่ดีพอ
แล้วอะไรดี?

ครูท่านบอกว่า ใจเย็น ๆ น้อง ใจเย็น ๆ ให้ลองใคร่ครวญดูให้ดี  เวลาที่เราขีดเส้นตายก็ดี หรือกำหนดราคาขาดตัวก็ดี  จริง ๆ แล้วเรากำลังหาทางเอาตัวรอดเรื่องอะไรกันแน่?  จริง ๆ แล้วปัญหาของเรา คือ 1) เราดิ้นรนจะไปสถานีรถไฟให้ทันรถขบวน 14.00 น.  หรือว่าเราดิ้นรนเพื่อจะได้กลับบ้านในบ่ายวันนี้?  หรือกรณีที่ 2) เราดิ้นรนจะเซ้งแผงที่เขาประกาศขายราคา 50,000 บาท หรือว่าเราดิ้นรนจะหาทางทำมาหากิน?

เพราะฉะนั้น เราต้องเล่นเกม ตั้งคำถามปฐมภูมิ ซึ่งมีว่า กรณีที่ 1) เพื่อที่จะกลับบ้านบ่ายวันนี้ นอกจากรถไฟขบวน 14.00 น. แล้ว  ยังมีรถไฟขบวนอื่น หรือยานพาหนะชนิดอื่น อีกหรือไม่?  กรณีที่ 2) เพื่อที่จะทำมาหากิน นอกจากจะเซ้งแผงในตลาดนัดปากน้ำ ที่เขาประกาศราคาเซ้ง 50,000 บาท แล้ว  เรายังจะมีทางเลือกในการทำมาหากินอย่างอื่น อะไรบ้าง?

คำถามปฐมภูมิ  จะย้อนกลับไปที่ต้นตอ คือรถไฟขบวน 14.00 น. กับแผงที่เขาตั้งราคาเซ้ง 50,000 น. แล้วจะย้อนไกลไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง

การที่เราไม่ได้เตรียมคำตอบต่อคำถามปฐมภูมิ  ทำให้ในระหว่างดิ้นรนจะเอาตัวรอด  เราอาจกลายเป็นคนไร้ความมั่นคงทางจิตใจ ประหวั่นพรั่นพรึง เป๋อ ๆ ป๋า ๆ เบ๋อ ๆ บ๋า ๆ และอาจถึงขั้น เฟอะ ๆ ฟะ ๆ

บางที เราอาจนึกว่าเรารู้คำตอบเลา ๆ อยู่แล้วล่ะว่า กรณีที่ 1) ถ้าไม่ทันรถขบวน 14.00 น. ก็ยังมีขบวนอื่นอีกหลายขบวนที่จะตามมา  หรือ กรณีที่ 2) ถ้าพลาดโอกาสไม่ได้เซ้งแผงตลาดนัดปากน้ำ ก็ยังมีแผงตลาดนัดอื่น หรือมีวิธีทำมาหากินแบบอื่นอีกอึดตะปือนัง(เยอะแยะ)

ความรู้เลา ๆ และเบลอ ๆ เพราะไม่ได้เตรียมคำตอบจริงจังแน่ชัดเอาไว้  มีสิทธิทำให้เรากลายเป็น ”พวกโลกสวย” คือ คิดว่าชีวิตฉันยังมีโอกาสอีกเยอะแยะ  แต่ก็ไม่สามารถจะระบุออกมาได้แม้แต่สักหนึ่งโอกาส ว่าคือโอกาสอะไร  เพียงแต่ปากพูดแบบรู้เลา ๆ เบลอ ๆ ว่า       ”เยอะแยะ” 

จะอย่างไรก็ดี โอกาสเยอะแยะที่ว่าตน “มี” อยู่นั้น จริง ๆ แล้วในที่สุดเราก็จะต้องเลือกเอาไว้ เพียงโอกาสเดียว เช่น เราคงไม่สามารถนั่งรถไฟกลับบ้านพร้อม ๆ กันทีเดียวสองขบวน  หรือนั่งรถไฟขบวนหนึ่งกับนั่งรถบ.ข.ส.ระหว่างจังหวัดอีกคันหนึ่ง-นั่งทีเดียวสองยานพาหนะ  ในบรรดาโอกาสมากมายก่ายกองที่เราคิดว่าเรามี ในที่สุดเราก็ต้องเลือกเอาไว้ เพียงหนึ่งเดียว 

แล้วเรารู้แล้วหรือยังว่า หนึ่งเดียวนั้นคืออะไร?

คนอย่างผม รวยซะอย่าง ผมจะอยู่ประเทศไหนก็ได้ – ต่อตัวอย่างนี้ คำถามมีว่า โอเค เราทราบแล้วว่า คนรวย ๆ แน่จริงและเจ๋งอย่างคุณพี่นั้น คุณพี่สามารถเข้าไปอยู่ได้เยอะแยะประเทศมากเลย  แต่ในที่สุด คุณพี่ก็จะอยู่แค่ประเทศเดียวเอง  ขอถามว่า ประเทศหนึ่งเดียวนั้น คือ ประเทศอะไร?  คุณพี่รู้ชื่อประเทศนั้นแล้วยัง?  นี่คือปัญหาของคนรวยผู้มากโอกาส และโลกสวยเกินไป

แต่ในทางกลับกัน การที่เราไม่ได้เตรียมตอบต่อคำถามปฐมภูมิเอาไว้เลย  ก็มีสิทธิที่จะทำให้เรากลายเป็น“คนโลกซวย” ได้  คือมองไม่เห็นทางออกอื่น มันมืดมนอนธการ พาลพาให้ท้อแท้ว่า ฉันอับจนหมดหนทาง ชีวิตถึงทางตันแล้ว อะไรประมาณนั้น  จึงต้องยึดมั่นถือมั่นอยู่แต่กับรถไฟเที่ยว 14.00 น. หรือแผงตลาดนัดปากน้ำที่ประกาศเซ้งที่ราคา 50,000 บาท


บรมครูท่านให้เหตุผลว่า การได้พยายามตอบคำถามปฐมภูมิ แล้วคิดอ่านหาทางออก แล้วเลือกสำรองไว้สักหนึ่งทาง  จะช่วยให้การดิ้นรนของเราในสถานการณ์วิกฤตใด ๆ ก็ดี เช่น การหาประเทศอยู่อาศัย เป็นต้น ดูดีขึ้น ผ่อนคลายขึ้น เครียดเกร็งน้อยลง โรคมะเร็งหยุดขยายตัว และชีวิตจะมีความสุขพอสมควร  ถึงแม้ว่า ในที่สุดแล้ว เราก็อาจไปกับรถไฟขบวน 14.00 น.  หรือชนะการประมูลเซ้งแผงตลาดนัดปากน้ำ ที่เขาประกาศเซ้งราคา 50,000 บาท  แต่กระบวนการไปถึงเป้าหมายดังกล่าว จะไม่ทุกข์ทรมานจนเกินไปและมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราได้เตรียมคำตอบต่อคำถามปฐมภูมิไว้แล้ว  พูดอีกแบบว่า เรารู้ชัด ๆ แล้วว่า ทางเลือกหนึ่งทางในกรณีที่เราพลาดท่าเสียที คืออะไร



ร้านหนังสือ โมลลาต์ เมืองบอร์โดส์ ฝรั่งเศส 
ที่ผู้เขียนพบหนังสือฉบับแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ของอาจารย์ทั้งสองท่าน


            กรณีการหาประเทศอยู่อาศัย ถ้าเรารู้ชัด ๆ แล้วว่าทางเลือกของเราคือ ประเทศกัวคารานิ  การเจรจาหาทางเอาตัวรอด ขอเซ้งที่อยู่อาศัยในประเทศโกรม็อนเตเนของเรา ก็จะไม่เครียดจัดเกินไป และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ไม่โดนฟันเละ ก็จะมีอยู่เสมอ

เป็นอันว่า วิสัชนาสาธกจบลงไปแล้วหนึ่งประเด็นใหญ่ คือข้อ หนึ่ง. เอาตัวรอด อย่างบอบช้ำน้อยที่สุด คืออย่างไร?  ยังมีข้อคิดคำนึงอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้การเอาตัวรอดของเราโสภาสถาพร ซึ่งจะได้นำเสนอในลำดับถัดไป คือ ประการที่สอง. ใช้เครื่องไม้เครื่องมือและฝีมือที่มีอยู่ ช่วยทำให้การเอาตัวรอดนั้น เป็นไปในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ให้มากเท่าที่จะทำได้

ข้อคิดประการแรก เป็นเรื่องของการปัองปัดภยันตราย  แต่ข้อคิดประการที่สองเป็นเรื่องของความสมประโยชน์ 

แต่อาจารย์ท่านก้าวโลดไปอีกขั้นหนึ่ง ท่านไม่ต้องการเพียงแต่จะให้เรารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้แบบไร้รอยขีดข่วน หรือมีแผลเป็นแต่มีน้อยที่สุด  ท่านไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น ท่านยังปรารถนาจะให้เราได้รับประโยชน์จากการเอาตัวรอดของเราด้วย

โห ‘จารย์เล็งผลเลิศขนาดนั้น มันจะเป็นไปได้ รื้อ ‘จารย์ ?

แขกขายหม้อ ที่สถานีรถไฟบอมเบย์
--ตัวอย่างของอำนาจแท้จริง ในสถานการณ์วิกฤต

          เมื่อผู้เขียนพบหนังสือฉบับแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส อันเป็นภาษาในชีวิตประจำวันของผู้เขียนในเวลานั้น วางโชว์อยู่ในกระจกหน้าร้าน โมลลาต์ ดังภาพข้างบน  เวลานั้นก็หาได้รู้ไม่ว่าใครเป็นคนเขียน  แต่ก็รู้สึกสนใจหนังสือ จึงเข้าไปซื้อมาเล่มหนึ่ง  ครั้นได้อ่าน ก็รู้สึกจับจิตจับใจโดยตลอด แต่ที่มาสะดุดหยุดอยู่และจำได้ไม่ลืม ก็คือตัวอย่างเรื่องแขกขายหม้อ ที่สถานีรถไฟในประเทศอินเดีย 

          เรื่องราวมีว่า.....นักท่องเที่ยว ผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง ต้องการจะซื้อหม้อทองเหลืองในราคาถูก ๆ จากแขกขายหม้อ ผู้ยากจน-และจ๋อย ที่เดินขายหม้ออยู่ที่สถานีรถไฟบอมเบย์

          แขกขายหม้อ ผู้ยากจน-และจ๋อย รู้จักตลาดหม้อเป็นอย่างดี  เขารู้ว่าถ้าขายหม้อใบนั้นให้แก่นักท่องเที่ยว ผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง คนนั้นไม่ได้  เขาก็จะสามารถขายแก่นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ได้ไม่ยาก  นอกจากนั้น ด้วยเหตุที่ค้าขายมานาน เขาจึงมีประสบการณ์หยั่งรู้ด้วยว่า จะขายหม้อใบนั้นให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่น ได้ในราคาประมาณเท่าใด

          กรณีตามอุทาหรณ์ เมื่อนักท่องเที่ยว ผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง ซึ่งอยากได้หม้อใบนั้นในราคาถูก ๆ  กรณีนี้ถ้าเรามองอย่างฉาบฉวย เราอาจคิดว่านักท่องเที่ยวผู้นั้นมี “อำนาจ”  แต่ที่จริงแล้วในสถานการณ์นั้น เขาจะมีอำนาจได้จริง ก็ต่อเมื่อเขามีทางเลือกปฐมภูมิ รองรับอยู่แล้วว่าเขาจะหาซื้อหาหม้อลักษณะเดียวกัน ได้จากผู้ขายคนอื่นคนไหน ในราคาถูกสักเท่าไร  แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่ารถไฟจะจอดอยู่ที่สถานีไม่นาน  ปัจจัยระยะเวลายิ่งมาทำให้สถานการณ์บีบรัดขึ้นอีก  กรณีนี้เราคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า นักท่องเที่ยว ผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง มีโอกาสพลาดที่จะซื้อหม้อใบนั้นในราคาถูกดังหวัง  หรือถ้าซื้อได้ก็คงจะต้องซื้อในราคาแพงผิดปกติ  หมายความว่า นักท่องเที่ยวผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง คงจะต้องพลาดท่าเสียที แพ้ทาง แก่แขกขายหม้อ ผู้ยากจน-และจ๋อย

          ตัวอย่างชักน่าสนใจ ชวนติดตาม.....

          ความร่ำรวยมหาศาลของนักท่องเที่ยว ผู้ร่ำรวย-และเจ๋ง ไม่ได้มาทำให้เขามีอำนาจขึ้นได้ในสถานการณ์เฉพาะกิจสถานการณ์นั้น  คือ ไม่สามารถช่วยให้เขาซื้อหม้อได้ในราคาถูกตามที่ตั้งใจไว้  ยิ่งถ้าแขกขายหม้อรู้ว่า เขาเป็นนักท่องเที่ยวผู้ร่ำรวยมหาศาลและเจ๋งมาก ๆ ด้วยแล้ว รับรองว่าแขกฟันเละ  เพราะรูปลักษณ์สไตล์รวยมากเจ๋งมาก มันท้าทายความสามารถของแขก  เหมือนกับคุณพี่ผู้ร่ำรวยวินาศสันตะโร-และแน่จริง ตามตัวอย่างก่อนหน้านี้ของเรา  ถ้าคุณพี่แกไม่ได้อยู่ในประเทศกัวนิคารา หรือโกรมอนเตเน  แต่ปรากฏว่าคุณพี่ไปอยู่กับแขก  พิจารณาตามรูปการณ์แล้ว ทีหลังคุณพี่อย่ามาเล่าให้ผมฟังนะว่า คุณพี่โดนแขกฟันเละแค่ไหนอย่างไร ผมยิ่งเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสารคนอยู่ด้วย

          อยากเป็นแขกจังเลย  ทำอย่างไรเรา ผู้ยากจน-และจ๋อย จึงจะสามารถมีกำลังอำนาจได้อย่างแขกขายหม้อ  มีเคล็ดลับอะไรที่จะช่วยเราได้บ้างไหม?

แสวงหา-และค้นพบ คำตอบปฐมภูมิ

          ถ้าพลาดจากนักท่องเที่ยวรายนั้น แขกขายหม้อรู้ดีว่าเขาจะขายหม้อกับนักท่องเที่ยวรายต่อไปได้ และจะขายได้ในราคาเท่าไร  ถ้าผู้เขียนพลาดรถไฟขบวน 14.00 น. หรือถ้าท่านผู้อ่านพลาดการเซ้งแผงตลาดปากน้ำ  เราจะมีทางสำรองอย่างอื่นบ้างไหม?  ไหนบอกมาชัด ๆ อย่าอมพะนำ อย่าพูดเบลอ ๆ

          คำตอบปฐมภูมิตามความคิดเรา ไม่ใช่ทางเลือกธรรมดาอย่างที่คนชอบพูดกัน  แต่คำตอบปฐมภูมิจะได้แก่ คำตอบอันเป็นทางเลือกที่ชัดเจน เป็นทางสำรองจริง ๆ เป็นรูปธรรม ว่า ถ้าเราพลาดพลั้งในสถานการณ์วิกฤต หรือสถานการณ์คับขัน หรือสถานการณ์ลำเค็ญ อันเรากำลังเผชิญอยู่ เช่น จีบคนที่ใจรักใจปองคนนั้นไม่ได้ หรือพลาดงานที่สมัครไว้ หรือพลาดเงินก้อนโตที่หวังว่าจะได้  ทางเลือกที่แน่นอนชัดอันสำรองไว้เป็นรูปธรรม คืออะไร

          ซึ่งผู้รู้ท่านว่า คำตอบปฐมภูมินั้น ถ้าเราไม่ลงมือค้นคว้าแสวงหา ก็จะยากอยู่นะที่จะเป็นอัศจรรย์ ประจักษ์แก่ตาขึ้นเอง  อย่างน้อย ๆ เราก็ต้องเสกเป่ามันจึงจะเกิด  เราจะได้พบกับทางเลือกแท้จริง-ชนิดไม่อิงนิยาย อันเป็นคำตอบต่อคำถามปฐมภูมิ ได้ด้วยปฏิบัติการสามประการ คือ

          1) สืบค้น ค้นหา หรือสร้างขึ้นมา.  สมมติว่าสมัครสอบตำรวจและสอบไปแล้ว เขาจะประกาศผลสอบสิ้นเดือนนี้  ถ้าเกิดพลาดสอบไม่ผ่าน จะมีงานร.ป.ภ. ที่ไหนให้ทำบ้าง?  หรือจะมีงานรับจ้างกรีดยางหรือตัดปาล์มที่ไหน?  หรือจะไปเป็นลูกเรือประมง  หรือว่าจะรับสอนภาษาบาลีตามบ้าน?  หรือขายของตลาดนัดไหน?  หรืออื่น ๆ เช่น ติวและช่วยทำรายงานให้ลูกประธานอบต.ที่ชื่อ ไข่นุ้ย ซึ่งกำลังเรียนก.ศ.น. ระดับม.6  หรือเราจะเตรียมตัวสอบเข้าเป็นสจ๊วตหรือแอร์โฮสเตส หรือขับแท้กซี่ หรือวิ่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น

          2) พบแล้ว ลองพัฒนาให้ดูดียิ่งขึ้น.  ในบรรดาทางหลากหลายที่น่าจะเข้าข่ายคำตอบปฐมภูมิได้ ท่านให้คัดที่ดูดีออกมาสักสองสามทาง  แล้วลองพัฒนามันดู  ดูซิว่าทางนั้น ๆ จะมีอนาคตไหม เช่น ถ้าเลือกทางจะไปสอบเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก็ต้องลองพัฒนาโอกาสนั่งฟิตภาษา กิริยามารยาท รวมทั้งการฟิตร่างกาย เป็นต้น  ถ้าปรากฏว่าตัวเราน้ำหนักเกินส่วนไปยี่สิบกิโลกรัม คงจะลดลงมาไม่ทันวันสอบ ก็ควรที่จะเลิกคิด  หันไปพัฒนาโอกาสติวลูกประธานอบต. เตรียมสอบกศน. ระดับม.6 แทน  ซึ่งก็ต้องเริ่มติดต่อเสนอบริการทางวิชาการดังกล่าว รวมทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อการติว เช่น แบตโน้ตบุคที่เสื่อมอยู่ เราก็ต้องไปหาแบตลูกใหม่มาเปลี่ยน
  
          3) ในที่สุดเลือกไว้หนึ่งทาง.  เมื่อได้ลองพัฒนาตกแต่งทางเลือกดูดีสองสามทาง ที่ได้คัดมาจากทางออกหลาย ๆ ทาง และได้ลองพัฒนาดูเป็นการเบื้องต้นแล้ว  ท่านว่าในที่สุดให้เลือกเอาไว้ทางเดียว เป็นคำตอบปฐมภูมิแท้จริง  เทคนิคนี้สำคัญมาก ๆ เลย คือ คนเราต้องมีทางสำรองอันแท้จริง  เมื่อนั้นความมั่นใจและมั่นคงในการดำเนินชีวิตจึงจะเกิด นะจ๊ะ

          ครั้งหนึ่ง ไม่นานนักมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสนั่งเครื่องบินลุฟฮันซาจากเมืองแฟรงเฟิร์ต เยอรมัน มามัทราส(เชนไน)ในอินเดีย เพื่อจะต่อเครื่องไปเมืองบังคะลอร์ อันเป็นศูนย์กลางไอทีของอินเดีย  ขออภัยท่านผู้อ่านบางท่านถ้าต้องอ่านซ้ำ เพราะว่าอาจเคยเล่าไว้แล้วในที่อื่น - แต่ก็เล่ากันคนละประเด็น  ประเด็นที่จะเล่าครั้งนี้ คือ ผู้โดยสารที่นั่งติดกับผู้เขียนเป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษ เขาจะไปมัทราส เขามีธุรกิจ เอ้าซอสซิ่ง อยู่ที่นั่น  เรานั่งสนทนากันด้วยความเพลิดเพลิน เพราะคุยถูกคอ ประกอบกับเที่ยวบินเที่ยวนั้นเป็นเที่ยวบินกลางวัน  แต่โดยส่วนมากเขาจะเป็นคนพูดเสียมากกว่า  ส่วนผู้เขียนเป็นคนฟัง-พูดแต่พอหอมปากหอมคอ

          เราสนทนากันเรื่อง bedrock ในชีวิตคน  คำว่า bedrock นั้น แม้ผู้เขียนจะเคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ  เพิ่งจะมาสนใจละเอียดก็เมื่อเพื่อนผู้โดยสารท่านนั้นสาธยายให้ฟัง  คำ ๆ นี้ในพจนานุกรมแปลไว้ว่า 1) หินแผ่นใหญ่ใต้ดินอันเป็นที่ตั้งวางของชั้นดินผิวพื้น  2) หลักการอันเป็นที่ตั้งวางของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น บางคนเชื่อว่าครอบครัว คือ bedrock ของสังคม เป็นต้น

          สำหรับผู้เขียนแล้ว bedrock ชนิดหนึ่งในชีวิตคน ก็คือ การมีคำตอบต่อคำถามปฐมภูมิในสถานการณ์ชีวิต ที่เป็นสถานการณ์สำคัญ

          กรณีของเรา ครั้นได้ทำตามสามขั้นตอนข้างต้น  ท่านว่า เราจึงจะได้พบกับทางเลือกที่เป็นทางสำรองแท้จริงหนึ่งทาง  แล้วเมื่อนั้น เราก็จะวัดเทียบการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของเรา เข้ากับทางสำรองแท้จริง - อันเราได้พบแล้วนั้น  หากทางรอดอันกำลังต่อสู้กัน ไม่ได้มาตรฐานพอจะเทียบได้กับทางสำรองแท้จริง เราจะสู้ไปทำไม - เสียเวลาเปล่า เปลืองตัวเปลืองใจไม่เข้าท่า หันไปใช้ทางสำรองแท้จริงเสียเลย จะไม่ดีกว่าหรือ?

          แต่ ในทางปฏิบัติ ท่านว่าการมีทางอันสำรองไว้เป็นคำตอบปฐมภูมิ  ไม่ได้ทำให้เราเลิกต่อสู้  แต่กลับจะทำให้เราเอาตัวรอดได้อย่างใจเย็น มั่นคง งดงาม ไม่ลุกลี้ลุกลน ไม่กระดี๊กระด๊า ไม่กะเปิ้ปกะป้าป ไม่แสดงออกกระจอกงอกง่อย  จนในที่สุดแล้ว การต่อสู้ของเราก็มักจะลุล่วงไปด้วยดี บรรลุผลสำเร็จดังหวัง เช่น ผู้เขียนก็จะไปทันรถไฟ และท่านผู้อ่านก็จะประสบผลสำเร็จในการเซ้งแผง

          เคล็ดลับของแขกขายหม้อ ก็คือ เขารู้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนว่า ถ้าพลาดจากนักท่องเที่ยวคนนั้น เขาก็จะขายของให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นได้อยู่ดี และจะขายได้ในราคาเท่าไร  ทางเลือกที่เป็นทางสำรองซึ่งดูดีจริงสำหรับผู้เขียน ก็คือ เช่นบังเอิญว่า ญาติกำลังจะขับรถยนตร์จากไชยาเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งต้องผ่านอำเภอหลังสวน ผู้เขียนสามารถอาศัยไปกับเขาได้  หรือทางสำรองแท้จริงของท่านผู้อ่าน คือบังเอิญว่า ท่านขายของเก่าได้พอดี หรือได้งานเจ๋ง มาก ทำให้ท่านยังไม่ต้องคิดเรื่องการทำมาหากินด้วยลำแข้ง เป็นต้น

          ช้าก่อน อย่ามองโลกสวยเกินไป เดี๋ยวจะซวย 

          ท่านว่า ถ้าเรามีคำตอบปฐมภูมิแท้จริงของเราได้  แต่หากสถานการณ์วิกฤตมีสองฝักสองฝ่าย อย่าลืมนะว่า อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจมีคำตอบปฐมภูมิของเขาได้เหมือนกัน  คนมีปัญญาจะไม่ประมาทคนด้วยกัน  จึงเป็นหน้าที่เราที่จะต้องศึกษาดูว่า คำตอบต่อคำถามปฐมภูมิอันเป็นทางเลือกที่สำรองไว้แท้จริงของฝ่ายเขา คืออะไร? 

          เช่น บางที ฝ่ายตรงข้ามของเราอาจเป็นพวกโลกสวย “เกินไป” ก็เป็นได้  กล่าวคือ คำตอบต่อคำถามปฐมภูมิของเขา พร่ามัวไม่ชัดเจน มันเบลอ ๆ ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมที่จะจับต้องได้ เช่น นึกว่าตัวเองรวยซะอย่าง จะไปอยู่ประเทศไหน ๆ ก็ได้ เป็นต้น  แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ยังไม่มีประเทศจะอยู่ เป็นต้น  แต่ก็จะประมาทกันไม่ได้ เขาอาจมีประเทศอยู่ เป็นคำตอบปฐมภูมิเป็นรูปธรรมแล้วว่า จะไปอยู่ประเทศแขก เช่น ประเทศอินเดีย เป็นต้น ก็เป็นได้ 

          เป็นหน้าที่ฝ่ายเรา จะต้องศึกษาให้รู้ว่า คำตอบปฐมภูมิของฝ่ายเขาคืออะไร  ความรู้ประเด็นนี้จะช่วยในการเอาตัวรอดของเรา  ถ้าทางเลือกของเขายังพร่ามัว เช่น เขารู้แค่ว่า ถ้าประเทศจีนไม่ให้อยู่ ก็จะไปอยู่กับประเทศแขก  เราก็น่าจะบอกเตือนให้เขารู้ว่า ถ้าจะพูดถึงแขกต้องพูดกันให้ชัด ๆ แขกมีเยอะนะ หลายเผ่าพันธุ์  คุณกำลังพูดถึงแขกอะไร คุณต้องรู้จักชื่อ  แขกมั่ว ๆ ทั่วไปมีอยู่แขกเดียวคือ แขกตี้  ซึ่งก็คงจะไม่ใช่แขกที่คุณต้องการ  สรุปก็คือ การที่ได้ล่วงรู้คำตอบปฐมภูมิของฝ่ายตรงข้าม ช่วยเราได้ในระหว่างการต่อสู้

          ที่จริง บทความเรื่องนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรจะต้องเขียนต่อให้ฟั่นเฟือนและฟั่นเฝือ  อย่างไรก็ดีมีโบนัสสั้น ๆ เป็นโปรโมชั่น สำหรับแฟนพันธุ์แท้ ไม่ว่าจะแฟนใหม่หรือแฟนเก่า  เกี่ยวกับกรณีพิเศษที่ว่า ถ้าคนโลกสวยจริง – เจอกับ - โลกสวยจริง  อีกนัยหนึ่ง ถ้าคนเจ๋งจริง - เจอ - เจ๋งจริง อะไรจะเกิดขึ้น?

          ฝ่ายหนึ่งร้องว่า “สำหรับพวกกู คุกตะรางเรื่องเล็ก!”  และอีกฝ่ายหนึ่งตอบว่า “เจอกันได้นะ อย่าดีแต่ปาก กูให้มึงเหนี่ยวก่อนเลย”

เมื่อโลกสวยจริง เจอกับโลกสวยจริง
-อะไรจะเกิด?

          กรณีเจ้าของแผงตลาดปากน้ำ ต้องการเซ้งแผงในราคา 50,000 บาท  เจอกับท่านผู้อ่านผู้ต้องการจะเซ้งแผงนั้นในราคาไม่เกิน 45,000 บาท 

          แต่บังเอิญว่า ทั้งคู่โลกสวยจริง.....บังเอิญว่าท่านขายสวนทุเรียนได้พอดี หรือได้งานเจ๋งมาก ทำให้ยังไม่ต้องคิดเรื่องการทำมาหากินด้วยลำแข้ง  ส่วนทางฝ่ายเจ้าของแผงเล่า ก็บังเอิญว่า ญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดสดแห่งหนึ่ง ถึงแก่กรรม ยกมรดกตลาดทั้งตลาดให้กับเขา เขาจึงไม่สนใจเรื่องจะเซ้งแผงหรือไม่เซ้งแผงอีกต่อไป

          ทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีคำตอบปฐมภูมิแก่ชีวิต ที่ยอดเยี่ยมกระเทียงดอง กว่าเรื่องเซ้งแผงหรือไม่เซ้งแผง  กรณีเช่นนี้ - ต่างฝ่ายต่างก็จะผละจากกัน เลิกเจรจา หรือ “ต่อสู้” กัน เรื่องแผง  ต่างฝ่ายต่างก็จะผินหน้า ไปในทิศทางใหม่ ที่สดใสกว่าเก่า ของแต่ละคน แบบเจ๋งใครเจ๋งมัน

          เมื่อโลกสวยจริง มาเจอกับโลกสวยจริง  ต่างฝ่ายต่างจะเลิกกัดกัน แต่จะผละจากกันโดยปราศจากการกินแหนงแคลงใจ จะไม่หมางใจกัน  เลิกแล้วต่อกันด้วยมิตรไมตรี  ต่างฝ่ายต่างอวยชัยให้พรแก่กันและกัน บ๊ายบาย โชคดีนะเพื่อน...

          ที่มนุษย์เราเป็นปัญหากันอยู่ ก็อาจจะเป็นเพราะ โลกของทั้งสองฝ่าย หรือโลกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้สวยจริง
  



-จบครับ

25 กันยายน 58